ไตรโลกวิตถาร

septimus' blog

ไตรโลกวิตถาร

Photobucket

บนชั้นหนังสือมุมของศาสนาของเรามีหนังสือธรรมะแจกฟรีตั้งแต่ปีพ.ศ.๒๕๓๗เล่มหนึ่ง…ไตรโลกวิตถาร…ที่ทางกองทุนฯได้ชี้แจงว่า หนังสือเก่าเนื้อหาสาระดีเล่มนี้ต่อไปในภายภาคหน้าอาจจะสูญหายได้ จึงได้ตกลงใจนำมาพิมพ์แจกฟรี ด้วยอาจจะยังประโยชน์ต่อคนส่วนมากได้

ประกอบกับหลายปีมานี้ เราเห็นว่ามักมีการนำเสนอเรื่องราวโลกถึงกาลวิบัติ กันอยู่เนืองๆ ทั้งในทางวิทยาศาสตร์ ทั้งในทางลี้ลับศาสตร์ แต่ก็ยังไม่เห็นมีใครพูดถึงเรื่องราวในหนังสือเล่มนี้อย่างจริงจัง

ก็จึงคิดว่าควรนำมาบันทึกไว้ในโลกไซเบอร์บ้าง เผื่อจะได้เป็นประโยชน์ในวงกว้างและไม่สูญหายไปอย่างที่ผู้ดำเนินการได้ตั้งปณิธานไว้แต่แรก



.

หนังสือไตรโลกวิตถารนี้ พระครูศิริปัญญามุนี(อ่อน) เรียบเรียงไว้ว่าด้วยคดีโลก และ ธรรมอำไพ ผู้อ่านนานไปจะได้มีสติปัญญา รู้ทางโลก ทางธรรมศาสนา บุตรี บุตรา ญาติมิตรซื่อตรง เชื่อคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ยกขึ้นเป็นองค์เรียกว่าศรัทธา

เป็นทรัพย์อันประเสริฐในโลกา หญิงชายเกิดมาแสวงหาความสุขเหมือนกัน จงมีขันติ อดใจตั้งมั่น เมตตาหากันทุกวันทิวาราตรี

บัดนี้จะกล่าวให้เนื่องเรื่องราว ไตรโลกวิตถาร เป็นคำปุจฉา วิสัชนาตามการ คัมภีร์โลกสัณฐาน ตามสติปัญญา


Photobucket


ถามว่า           โลกมีแผ่นดินและมนุษย์ เป็นต้น ใครสร้าง

แก้ว่า            ไม่มีใครสร้าง

ถามว่า           ไม่มีใครสร้าง มันเกิดขึ้นด้วยอะไร

แก้ว่า            มันเกิดขึ้นด้วยสังขาร

ถามว่า           สังขารมีกี่อย่าง

แก้ว่า            สังขารมี ๒ อย่าง

ถามว่า           ๒ อย่างนั้นได้แก่อะไร

แก้ว่า            ได้แก่ สังขารธรรม๑ สังขารโลก๑


สังขารธรรมนั้นจัดเป็น๓…

ปุญญาภิสังขาร…บุญกุศลที่สัตว์กระทำด้วยกาย วาจา จิต แล้วตกแต่งให้ผลเป็นสุขตามกำลัง๑

อปุญญาภิสังขาร…อกุศลที่สัตว์กระทำสร้างสมด้วยกาย วาจา ใจ แล้วตกแต่งให้ผลเป็นทุกข์ตามกำลัง๑

อเนญฌาภิสังขาร…ได้แก่อรูปฌานสมาบัติที่สัตว์ได้เจริญให้เกิดให้มีขึ้น แล้วตกแต่งให้ผลไปเกิดในอรูปภพ๑

ทั้ง ๓ นี้เรียกว่า สังขารธรรม เป็นเครื่องตกแต่งสัตว์ให้เกิดตามกำลัง


สังขารโลกนั้นจัดเป็น๒คือ…

อุปาทินนกสังขาร สังขารที่มีอุปาทานเข้าไปถือเอา ได้แก่สัตว์ที่มีจิตวิญญาน๑

อนุปาทินนกสังขาร สังขารที่ไม่มีอุปาทานเข้าไปถือเอา ได้แก่ของที่ไม่มีจิตวิญญาน มีดิน หิน กรวด เป็นต้น


ถามว่า           สังขารอะไรให้โลกบังเกิดขึ้น 

แก้ว่า            สังขารธรรมที่เป็นกุศลให้โลกบังเกิดขึ้น

ถามว่า           สังขารธรรมที่เป็นกุศลมีกี่อย่าง

แก้ว่า            มี ๔ อย่างคือ กามาวจรกุศล๑ รูปาวจรกุศล๑ อรูปาวจรกุศล๑ โลกุตรกุศล๑ เป็น ๔

ถามว่า           สังขารธรรมที่เป็นกุศลให้เกิดโลกนั้นอย่างไร 

แก้ว่า            ท่านปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า พระปัจเจกโพธิเจ้า เป็นต้น จนถึงสาวก สาวิกา บรมจักรพรรดิ์ กษัตริย์ พราหมณ์ เศรษฐี กระฏุมพี เป็นอวสาน ก่อสร้างโพธิญาณบำเพ็ญทาน รักษาศีล๕ ศีล๘ กรรมบถ๑๐ เจริญเมตตาภาวนา สดับฟังพระธรรมเทศนา กระทำพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา เป็นต้น สะสมก่อสร้างการกุศลเป็นอเนกชาติ ด้วยอำนาจกุศลของท่านเหล่านี้ เป็นบุญวิธีสะสมมาในสันดาน เป็นปุญญาภิสังขารตกแต่งให้เกิดโลก มีแผ่นดิน เป็นต้น

ถามว่า           โลกตั้งขึ้นด้วยปุญญาภิสังขาร แล้วโลกจะฉิบหายด้วยอะไรเล่า

แก้ว่า            โลกจะฉิบหายด้วยอปุญญาภิสังขาร คือกุศลที่เกิดขี้นแต่โลภะมูล๘ โทสะมูล๒ โมหะมูล๒ ทั้ง ๑๒ มูลนี้เป็นมูลแห่งอกุศล บุคคลทำด้วยจิตโลภ จิตโกรธ จิตหลง เรียกว่า อปุญญาภิสังขาร

ถามว่า           โลกจะฉิบหายด้วยโลภ โกรธ หลง นั้นเป็นอย่างไร

แก้ว่า            สัตว์หนาไปด้วยราคะ ให้เกิดไฟไหม้ โลกฉิบหายด้วยไฟ สัตว์หนาด้วยโทสะ ให้เกิดน้ำท่วม โลกฉิบหายด้วยน้ำ สัตว์หนาด้วยโมหะ ให้เกิดลมพัด โลกฉิบหายด้วยลม   โลกฉิบหายด้วยไฟ ๗ ครั้งแล้วฉิบหายด้วยน้ำหนหนึ่ง ฉิบหายด้วยน้ำ ๗ ครั้งแล้วเกิดฉิบหายด้วยไฟอีก ๘ หนจึงฉิบหายด้วยลมอีก ๑ หน

ถามว่า           โลกฉิบหายคราวหนึ่งนั้นจะมากน้อยสักเท่าใด

แก้ว่า            โลกฉิบหายคราวหนึ่งถึงแสนโกฏิจักรวาล

ถามว่า           จักรวาลหนึ่งโตใหญ่เท่าใด

แก้ว่า            วัดโดยกว้างตรงไปได้ ๑๓ แสน ๓ พัน ๔ ร้อย ๕๐ โยชน์

ถามว่า           จักรวาลมีอะไรบ้าง

แก้ว่า            มีเขาสุเมรอยู่กลาง มีทวีปใหญ่ ๔ มีทวีปน้อย ๒ พัน มีเขาจักรวาลล้อมโดยรอบทวีปทั้ง ๔ นั้นคือ…

·         ทวีปที่ ๑ ชื่อว่า ชมพูทวีป กว้างหมื่นโยชน์ เป็นป่าหิมพานต์ ๓ พันโยชน์ เป็นที่มนุษย์อยู่นั้น ๓ พันโยชน์ เป็นทะเล ๔ พันโยชน์ มีไม้หว้าประจำทวีป มนุษย์เลี้ยงชีวิตด้วยการทำนา ค้าขาย เป็นต้น


·         ทวีปที่ ๒ ชื่อว่า อุดรพกาโร มีสัณฐานสี่เหลี่ยม กว้าง ๘ พันโยชน์ มีไม้กัลปพฤกษ์ประจำทวีป มนุษย์ได้อาศัย ไม่ต้องทำไร่ไถนา ค้าขาย มีรูปงามๆทั้งหญิงทั้งชาย มีศีล ๕ เสมอกัน ตายแล้วไม่ตกนรก หญิงชายมีครรภ์ ๗ วันก็คลอด ทารกออกมาดูดนิ้วมืออยู่ ๗ วันก็เดินได้


·         ทวีปที่ ๓ ชื่อว่า อมรโคยาเน มีสัณฐานดังพระจันทร์ข้างแรม กว้างได้ ๗ พันโยชน์ มีไม้กระทุ่มประจำทวีป มีดวงแก้วให้สำเร็จความปรารถนาของมนุษย์ทั้งปวง มีศีล ๕ ตายแล้วไม่ไปนรก


·         ทวีปที่ ๔ ชื่อว่า บุพพะวิเทห์ กว้างหมื่นโยชน์ มีสัณฐานกลมดังวงพระจันทร์ มีไม้แคฝอยประจำทวีป มีปราสาทแก้ว ๗ ประการ สูง ๑๕ โยชน์ ให้สำเร็จความปรารถนาของมนุษย์ทั้งสิ้น มีศีล ๕ อายุยืนหมื่นปี ตายแล้วไม่ไปนรก


ว่ามาย่อๆ ถ้าจะพิสดารเชิญไปดูในคัมภีร์เทอญฯ


ถามว่า           แผ่นดินตั้งอยู่บนอะไร

แก้ว่า            แผ่นดินตั้งอยู่บนน้ำ น้ำตั้งอยู่บนลม ใต้ลมเป็นอัชดากาศว่างเปล่า

ถามว่า           แผ่นดิน น้ำ และลม หนาลึกเท่าใด

แก้ว่า            แผ่นดินหนา ๒ แสน ๔ หมื่นโยชน์ น้ำลึก ๔ แสน ๘ หมื่นโยชน์ ลมหนา ๙ แสน ๖ หมื่นโยชน์

ถามว่า           เมื่อโลกจะฉิบหายนั้นมันเป็นอย่างไร

แก้ว่า            เมื่อโลกจะฉิบหายด้วยไฟนั้น มหาเมฆตั้งขึ้นให้ฝนตกทั่วแสนโกฏิจักรวาล มนุษย์ทั้งหลายก็พากันหว่านข้าวกล้าขึ้นมา มหาเมฆก็บรรลือเสียงดังเหมือนเสียงลาแล้วก็เลิกไปไม่ตกเลย สิ้นแสนปีเป็นอันมาก น้ำในสระ ห้วย บ่อ บึง หนอง ก็แห้งหมด สัตว์และมนุษย์ทั้งหลายที่อาศัยน้ำฝนและเทพยดาที่อาศัยดอกไม้ เป็นต้น ก็พากันจุติตายไปเกิดในพรหมโลก

อนึ่งสัตว์ในอบายมีนรกเป็นต้น ที่มีกรรมอันเบา กรรมอันสิ้นแล้ว ได้อาศัยกุศลของเขาที่ได้กระทำไว้ ก็จุติไปเกิดพรหมโลกทั้งสิ้น


ถามว่า           สัตว์มีเทพยดาและมนุษย์เป็นต้น มีสัตว์นรกเป็นที่สุด ตายแล้วไปสู่พรหมโลกนั้น ไปด้วยผลอะไร

แก้ว่า            ไปด้วยผลแห่งฌาน

ถามว่า           สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นได้ไปเจริญฌานในที่ไหน

แก้ว่า            เมื่อยังอีกแสนปีโลกจะฉิบหาย ยังเทพยดาองค์หนึ่งชื่อว่า โลกะพยุหะ ร้องไห้สยายผมแล้วก็เที่ยวไปประกาศแก่มหาชนทั้งหลายทั่วไปในทิศานุทิศว่า

มาริสาๆ ดูกรชาวเราทั้งหลายทั้งปวงเอ๋ย ยังอีกแสนโกฏิปีโลกจะฉิบหาย ท่านทั้งหลายอย่าได้ประมาท

ชนทั้งหลายได้ยินเสียงเทพยดาประกาศ ก็พากันอุตส่าห์ก่อสร้างกองการกุศล มีให้ทาน รักษาศีล เป็นต้น ครั้นสิ้นชีพวายชนม์ก็ไปบังเกิดในสวรรค์ พากันเจริญกสิณได้สำเร็จฌาน ครั้นทำลายสังขารก็ขึ้นไปบังเกิดในพรหมโลก

อนึ่งสัตว์นรก เปรต อสุรกาย และสัตว์เดียรัจฉานที่สิ้นกรรม อกุศล ก็มาบังเกิดในมนุษย์ ได้ก่อสร้างการกุศล มีทาน เป็นต้น ครั้นสิ้นชีพวายชนม์ก็ไปบังเกิดในสวรรค์ แล้วก็ได้ไปบังเกิดในพรหมโลก

แต่สัตว์นรก กับทั้งเปรต อสุรกาย ที่ยังไม่สิ้นกรรม ก็พากันไปสู่จักรวาลอื่น ตั้งแต่ฝนแล้งขาดนับได้แสนปี เป็นอันมาก ก็เกิดพระอาทิตย์ขึ้นมา ๒ ดวง ครั้งนั้นไม่มีกลางคืน เพราะดวงหนึ่งตกไป อีกดวงหนึ่งขึ้นมา

พระอาทิตย์ที่ส่องโลกเป็นธรรมดา มีเมฆ หมอกควันนั้นก็หายไป พระอาทิตย์ที่ขึ้นมาใหม่มีรัศมีแรงกล้า ไม่มีเมฆ หมอกควัน เพราะเหตุนั้นแม่น้ำน้อยๆ ก็แห้งหมด ต้นไม้ใหญ่ก็ตาย ยังแต่แม่น้ำทั้ง ๕ คือ คงคา ยมนา อจีรวดี มหิมา สรภูยังไม่แห้ง

ครั้นล่วงกาลนานมา พระอาทิตย์จึงเกิดขึ้นอีกดวงหนึ่งเป็น ๓ ดวง ล่วงนานมาจึงเกิดขึ้นอีกเป็น ๔ ดวง น้ำในสระอโนดาตทั้ง ๗ ก็แห้งหมด นานมาก็ขึ้นมาอีกเป็น ๕ ดวง น้ำในมหาสมุทรก็แห้ง ปลาทั้งหลายมีปลาติมิงคละเป็นต้น ก็ตาย นานมาก็ขึ้นมาอีกเป็น ๖ ดวง ครั้งนั้นในแสนโกฏิจักรวาลก็ครึ้มเป็นควันทั่วไป ครั้นนานมาขึ้นมาอีกเป็น ๗ ดวง  

ขึ้นพร้อมกันทั้ง ๗ ดวงก็เกิดไฟติดรุ่งโรจน์โชตนาการ อาศัยน้ำมันปลาเป็นเปลวไฟ ไหม้แต่พื้นดินขึ้นไปจนถึงเทพยดาชั้น ๖ แล้วก็ไหม้ขึ้นไปถึงพรหมโลก เรียกว่า อาภัสระ

ภูเขาทั้งหลายมีเขาพระสุเมรุเป็นต้น ก็ไหม้เป็นจุณไปทั่วแสนโกฏิจักรวาล ครั้นสิ้นเชื้อแล้วก็ดับไป กลับเป็นอัชดากาศว่างเปล่าตลอดทั่วกัน มีอาการให้มืดครึ้มอยู่สิ้นกาลนาน

มหาเมโฆ สมุฐหิ ครั้งนั้นก็เกิดมหาเมฆตั้งขึ้น ฝนตก แรกๆตกเล็กๆเป็นหยาดน้ำค้าง แล้วก็โตขึ้นๆเท่าลำธาร ท่วมไปในแสนแสนโกฏิจักรวาล เบื้องบนถึงพรหมโลก เกิดลมพัดกลัดน้ำไว้ไม่ให้แตกกระจาย น้ำก็ค่อยงวดลงทีละน้อยๆจนถึงพื้นแผ่นดินก็ข้นแข็ง เบื้องบนเหมือนน้ำข้าวที่เช็ดไว้ให้เย็น มีสีเหลือง กลิ่นหอม มีรสหวาน


ถามว่า           แผ่นดินเกิดที่ไหนก่อน        

แก้ว่า            เกิดขี้นในมัชฌิมประเทศก่อน ที่นั้นเป็นที่พระพุทธเจ้าจะลงมาตรัส

อธิบายว่า ที่นั้นเมื่อจะฉิบหายก็ฉิบหายทีหลัง เมื่อจะเกิดขึ้นก็เกิดขึ้นก่อน เมื่อจะเกิดขึ้นนั้นมี บัวหลวง เกิดขึ้นก่อนเป็นบุพนิมิตที่สังเกต ถ้ากัปไหนพระพุทธเจ้าไม่ลงมาตรัส บัวก็ไม่มีดอกเลย ถ้ากัปไหนพระพุทธเจ้าลงมาตรัส องค์ ๑ หรือ ๒๕ องค์ เหมือนในกัปนี้ บัวก็มีดอกคือดอก ๑ หรือ ๒๕ ดอก ตามพระพุทธเจ้าที่จะลงมาตรัสมากและน้อย

ถามว่า           กัปบังเกิดแล้ว พระพุทธเจ้าได้ลงมาตรัสทุกกัปหรือ

แก้ว่า            ไม่ลงมาตรัสทุกกัปดอก ด้วยกัปนั้นมี ๒…

สุญกัป…ว่างเปล่า ไม่มีพระเจ้าตรัส ๑           อสุญกัป…พระพุทธเจ้าลงมาตรัส ๑

อสุญกัป จัดออกเป็น ๕ คือ

·         สารกัป มีพระพุทธเจ้าตรัสองค์ ๑

·         มัญฑะกัป มีพระพุทธเจ้ามาตรัส ๒ องค์

·         วรกัป มีพระพุทธเจ้ามาตรัส ๓ องค์

·         สารมัญฑะกัป มีพระพุทธเจ้ามาตรัส ๔ องค์

·         ภัทรกัป มีพระพุทธเจ้ามาตรัส ๕ องค์

เพราะเหตุนั้น ดอกบัวจึงเกิดน้อยบ้างมากบ้าง ตามพระพุทธเจ้าที่ลงมาตรัส


ถามว่า           ในดอกบัวมีอะไรบ้าง

แก้ว่า            มีผ้าไตร จีวร เกิดสำหรับบุญของพระพุทธเจ้าอยู่ในดอกบัว เหตุดังนั้นเมื่อแผ่นดินเจริญขึ้นใหม่ๆ มีกลิ่นดินหอมขึ้นไปถึงพรหมโลก ท้าวมหาพรหมและพรหมทั้งหลายลงมาสู่พื้นแผ่นดิน ครั้นไม่เห็นดอกบัวก็เศร้าโศกเสียใจ

อนุโธ วต โภ โลเก ดูกรชาวเราผู้เจริญ โลกจะมืดเสียแล้วหนอ

ครั้นได้เห็นดอกบัวก็พากันดีใจ นำซึ่งผ้าไตรไปยังพรหมโลก

เสสา อันว่าพรหมทั้งหลาย อันจุติลงมาเป็นมนุษย์ มีรูปกายบริสุทธิ์ งามไปด้วยเครื่องประดับ มีอำนาจเหาะเหินเดินอากาศได้ มีรัศมีกายงาม สว่างไปด้วยแสงแก้ว มีศีล ๕ บริบูรณ์ ไม่มีผู้หญิงผู้ชาย บริโภคแต่เครื่องทิพย์ มีอายุยืนนับได้อสงไขย

ครั้นอยู่นานมา มีความปรารถนาจะเสวยรสดิน  ก็กอบกินเป็นคำๆเหมือนอาหาร แสงสว่างก็อันตรธานหายไป กลับกลายมืดมน หมู่มหาชนก็ร้องไห้ปริเทวนาการ

ครั้งนั้นเทพยดาองค์หนึ่ง มีวิมานใหญ่ได้ ๕๐ โยชน์ มีรัศมีรุ่งโรจน์ไปด้วยอาการร้อน ผุดขึ้นมาลอยอยู่บนอากาศ มีแสงสว่างโอภาสทั่วจักรวาล มนุษย์ทั้งหลายชื่นบานหรรษา จึงให้ชื่อว่า พระอาทิตย์ มาจนถึงทุกวันนี้

พระอาทิตย์ส่องสว่างในกลางวัน ครั้นสายัณห์ก็มืดมน หมู่มหาชนก็เสียใจร้องไห้ปริเทวนาการ

ครั้งนั้นยังมีเทพยดา วิมานกว้างได้ ๔๙ โยชน์บังเกิดขึ้น มีรัศมีส่องสว่างในกลางคืน มนุษย์ทั้งหลายก็แช่มชื่น เรียกว่าพระจันทร์

เมื่อพระอาทิตย์ พระจันทร์ บังเกิดขึ้นแล้ว ก็บังเกิดดวงดาวดารา วันคืนทุ่มโมง เขาพระสุเมรุ และพระมหาสมุทร ทั้งห้วย หนอง คลอง บึงบางทางน้ำไหล

ถามว่า           เขาพระสุเมรุ และมหาสมุทร เป็นต้น เกิดขึ้นอย่างไร

แก้ว่า            มีเขาพระสุเมรุ เป็นต้น เมื่อจะเกิดขึ้นนั้น เปรียบเหมือนบุคคลหุงข้าวให้เดือดขึ้นพร้อมกัน ก็บังเกิดเป็นฟองสูงบ้าง ต่ำบ้าง เสมอกันบ้าง ที่ไหนสูงก็เป็นภูเขา ที่ไหนต่ำก็เป็นหาสมุทรและห้วย หนอง คลอง บึงใหญ่ ที่ไหนเสมอกันก็เป็นพื้นแผ่นดิน แต่ดวงดาวนั้น พระอาจารย์ท่านว่าเป็นแก้วยอดวิมานแห่งเทพยดา

ถามว่า           เมื่อพระอาทิตย์ พระจันทร์ มาส่องโลกให้สว่างแล้ว ต่อไปนั้นจะเป็นอย่างไรเล่า    

แก้ว่า            มนุษย์ทั้งหลายพากันดีใจ แล้วพากันบริโภครสแผ่นดิน ตั้งแต่นั้นมาร่างกายกายา สีสันวรรณะก็แปลกๆกัน ชั่วบ้าง ดีบ้าง แล้วก็เกิดมานะทิฐิถือตัวถือตนไปต่างๆ

ครั้งนั้นรสดินที่หอมหวานเป็นอาหารก็หายไป เกิดเป็นเกล็ดดิน เครือดิน มนุษย์ทั้งหลายก็กินเป็นอาหาร ครั้นนานมาก็เกิดมานะทิฐิมากขึ้น เกล็ดดิน เครือดินก็หายไป เกิดเป็นข้าวสาลีสีขาว ไม่มีแกลบรำ มีกลิ่นหอม เกิดเป็นรวงขึ้นมา มนุษย์ทั้งหลายพากันเก็บมาหุงบริโภค รูดมาเวลาเช้า เวลาเย็นก็เป็นรวงขึ้นอย่างเดิม

ความว่าหุงข้าวสาลีนั้นง่าย คือรูดมาใส่ภาชนะแล้วยกขึ้นตั้งบนแผ่นศิลา ไม่ช้าก็สุกเอง เมื่อสุกแล้วมนุษย์จะบริโภคก็ไม่ต้องหากับข้าว นึกอยากรสอันใด อาหารก็ให้เกิดรสอันนั้น

เมื่อชนทั้งหลายบริโภคอาหารอันหยาบก็บังเกิดเป็นมูตรคูถขึ้นในท้อง วัณณมุขา ก็มีปากช่องให้ไหลซึ่งมูตรคูถ

ถ้าชาติก่อนเคยเกิดเป็นหญิงก็เกิดเป็นหญิง ถ้าชาติก่อนเคยเกิดเป็นชายก็เกิดเป็นชาย ครั้นเกิดเป็นหญิงเป็นชายขึ้นแล้วก็พิศเพ่งเล็งดูซึ่งกันและกันให้เกิดกระสันยินดี เศษฌานโลกีย์ก็เลื่อนหายจากสันดาน ราคะก็เกิดกล้าหาญจนถึงเสพเมถุนเป็นที่สุด

หมู่มนุษย์ก็ปลูกเรือน เคหาที่ได้ทำฝาเครื่องปกปิด หมู่ชนที่หนาไปด้วยราคจริตก็เสพเมถุนในที่แจ้ง มนุษย์ที่มีความละอายหน่ายแหนงก็ติเตียนว่าเอาอย่างสัตว์เดรัจฉาน แต่นั้นก็ทำฝาเรือนให้มิดชิดมีประตูปิดเปิดจนทุกวันมา

เมื่อมนุษย์ทั้งหลายตั้งบ้านเรือนขึ้นแล้ว คนเกียจคร้านก็พากันสั่งสมข้าวเปลือกไว้มากๆด้วยความโลภ ตั้งแต่นั้นมาข้าวสาลีก็มีแกลบรำ ไปรูดมาทีเดียวก็สูญไป ไม่งอกขึ้นเหมือนแต่ก่อน

ครั้งนั้น มนุษย์ทั้งหลายก็แบ่งเขตแดนข้าวสาลีซึ่งกันและกันเป็นส่วนๆ ยังมีคนที่ใจอกุศลไปลักลอบข้าวสาลีของผู้อื่น เจ้าของจับได้แล้วก็ว่ากล่าวถึง ๒ ครั้ง ๓ ครั้ง ภายหลังจับได้ทุบตีแล้วก็ปล่อยไป เมื่ออทินนาทานเกิดขึ้นแล้ว มุสาวาทก็เกิดขึ้น พูดปดล่อลวงซึ่งกันและกัน

ครั้งนั้นมนุษย์ทั้งหลายได้รับความเดือดร้อนมาก จึงสันนิบาตประชุมกันว่า ชาวเราทั้งปวงได้รับความเดือดร้อนอย่างนี้ จะทำเป็นประการใด

ครั้นปรึกษากันไปก็ลงความเห็นพร้อมกันว่า พระบรมโพธิสัตว์ ตั้งอยู่ในยุติธรรม ควรเราทั้งหลายจะยกท่านขึ้นเป็นใหญ่ในที่จะว่ากล่าวซึ่งกันและกัน

กิริยาว่าพระพุทธเจ้าของเราในต้นภัทรกัปนนี้ ประกอบไปด้วยศีล ๕ ศีล ๘ กรรมบถ ๑๐ และให้โอวาสคำสั่งสอนแก่มหาชนเป็นอันมาก เพราะเหตุนั้นคนทั้งหลายจึงยกพระบรมโพธิสัตว์ขึ้น ให้เป็นพระยาสมมุติราช ให้ตั้งอยู่ในยศใหญ่ จะได้ปราบปรามซึ่งคนพาลให้เป็นส่วยข้าวสารคนละสัดๆ

หนังสือไตรโลกวิตถารนี้ พระครูศิริปัญญามุนี(อ่อน) เรียบเรียงไว้ว่าด้วยคดีโลก และ ธรรมอำไพ ผู้อ่านนานไปจะได้มีสติปัญญา รู้ทางโลก ทางธรรมศาสนา บุตรี บุตรา ญาติมิตรซื่อตรง เชื่อคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ยกขึ้นเป็นองค์เรียกว่าศรัทธา

เป็นทรัพย์อันประเสริฐในโลกา หญิงชายเกิดมาแสวงหาความสุขเหมือนกัน จงมีขันติ อดใจตั้งมั่น เมตตาหากันทุกวันทิวาราตรี

บัดนี้จะกล่าวให้เนื่องเรื่องราว ไตรโลกวิตถาร เป็นคำปุจฉา วิสัชนาตามการ คัมภีร์โลกสัณฐาน ตามสติปัญญา

บัดนี้จะว่าตาม คัมภีร์ธรรมศาสตร์ ว่าเมื่อ พระบรมโพธิสัตว์ เสวยราชย์เป็นพระยาสมมุติราช มีพระโอรส ๔ พระองค์ ครั้นเจริญวัยขึ้นก็ได้เสวยราชสมบัติในทวีปทั้ง ๔

แต่พระราชโอรสองค์ใหญ่อยู่ในชมพูทวีปนี้ มีพระราชบุตร ๑๐ องค์ จึงแบ่งชมพูทวีปเป็น ๑๑ ส่วน ไปอยู่คนละส่วนๆ ครั้นนานมา พระราชบุตรทั้ง ๑๐ ก็มีบุตรองค์ละสิบๆ ก็แบ่งชมพูทวีปเป็น ๑๐๑ ส่วน ไปอยู่คนละส่วนๆ ครั้นอยู่นานรูปร่างกาย ภาษาเจรจาก็ต่างกัน

ครั้งนั้นยังมีท้าวมหาพรหมองค์หนึ่งชื่อว่า พรหมเทวะ จุติลงมาเกิดในตระกูลอำมาตย์ของพระเจ้าสมมุติราช ครั้นอายุได้ ๑๕ ปีก็ได้รับราชการแทนบิดา

ครั้นนานมา เห็นชนทั้งหลายเกิดวิวาทวาทากันเป็นอันมาก มีความปรารถนาจะเกื้อกูลแก่กษัตริย์และหมู่ชน จึงทูลลาออกบวชเป็นฤาษีอยู่ในป่าหิมพานต์ ได้สำเร็จฌานอภิญญาเหาะไปในอากาศ

ครั้นนานมา ก็มีความพิศวาสใน นางกินรีวิทยาธร ก็ได้ร่วมภิรมย์สโมสรตามประเพณี ก็บังเกิดบุตรคนแรกชื่อว่า ภัทรกุมาร บุตรที่สองชื่อว่า มโนสารปิโยรส พรหมเทวะดาบสก็เลี้ยงไว้

ภัทรกุมาร ครั้นโตใหญ่ก็บวชเป็นฤาษี ได้ฌานโลกีย์เหาะไปยังเขาจักรวาล เรียนไตรเพทและอาคมเวทย์มนตร์ทั้งปวงได้แล้วกลับมาพามโนสารปิโยรสผู้น้องไปยังพระยาสมมุติราช ถวายคัมภีร์ไตรเพท เป็นต้น แล้วก็สึกออกทำราชการกับมโนสารปิโยรสผู้น้อง

พระยาสมมุติราชก็ตั้งมโนสารเป็นผู้พิพากษาความฟ้องร้องของราษฏร มโนสารก็ตัดสินเป็นยุติธรรม มนุษย์และเทพยดาก็สรรเสริญมาก

อยู่มาวันหนึ่ง มีบุรุษ ๒ คนปลูกแตงใกล้กัน มีถนนกั้นกลาง แตงข้างโน้นเลื้อยมาทางนี้ แตงข้างนี้เลื้อยข้ามไปข้างโน้น บุรุษทั้งสองเก็บแตงแล้วเกิดวิวาทกัน ก็พากันมาฟ้องมโนสาร มโนสารก็ตัดสินว่า

“แตงอยู่ในไร่ใคร เป็นของคนนั้น”

มโนสารตัดสินอย่างนี้ไม่ยุติธรรม บุรุษผู้หนึ่งก็ไม่ชอบใจ จึงนำคดีไปกราบทูลแก่พระยาสมมุติราช พระยาสมมุติราชรับสั่งให้อำมาตย์ผู้หนึ่งไปพิจารณา อำมาตย์ไปพิจารณาเถาแตงเลื้อยข้ามไปข้ามมา ก็ให้เลิกเถาแตงอยู่ไร่ใครเป็นของคนนั้นเถิด…บุรุษทั้งสองก็ชอบใจร้องซ้องสาธุการ ติเตียนมโนสารมีประการต่างๆ มโนสารได้ยินคนทั้งหลายติเตียนแล้วก็มาดำริว่า เราทำการครั้งนี้ประกอบด้วยโมหะจึงได้ความติเตียน คิดแล้วจึงได้ไปบวชเป็นฤาษี ได้ฌานโลกีย์ เหาะไปเขาจักรวาล เห็นบาลีคัมภีร์พระธรรมศาสตร์เป็นอักษรติดอยู่ที่เขาจักรวาล มโนสารก็กำหนดจดจำไว้ในใจนำมาแต่งไว้ในคัมภีร์ธรรมศาสตร์ สำหรับพิพากษาตัดสินปรับไหมชี้ขาดในข้อคดีของตุลาการ และบทพระอัยการสำหรับกษัตริย์ที่ได้เสวยราชสมบัติปราบปรามซึ่งคนพาลให้ราษฏรอยู่เย็นเป็นสุขโดยยุติธรรมตามประเพณี คือ คนดียกย่อง คนชั่วข่มขี่ เป็นต้น

มโนสารจัดแจงคัมภีร์พระธรรมศาสตร์เป็นต้นเสร็จแล้วก็นำไปถวายพระยาสมมุติราช พระยาสมมุติราชจึงยกซึ่งคัมภีร์พระธรรมศาสตร์และบทพระอัยการขึ้นเป็นกฏหมายมาจนทุกวันนี้

ถ้าจะดูให้พิสดารเชิญไปดูในคัมภีร์โลกสัณฐาน คัมภีร์มหาวงศ์และเทวทูตสูตรนั้นเทอญฯ


ถามว่า           อักษรคัมภีร์พระธรรมศาสตร์ เป็นต้น ใครมาเขียนไว้

แก้ว่า            อาจารย์บางจำพวกกล่าวว่า เทพยดาอายุยืน รู้เหตุดีชั่ว จะมีเบื้องหน้ามาบันดาลให้เกิดขึ้น แต่ในพระสูตรท่านว่าธรรมนิยม คือกุศล อกุศล ที่จัดเป็นสังขารมาบันดาลให้เกิดขี้น

ถามว่า           โลกเกิดขี้นแล้วพากันถือศาสนาอย่างไร      

แก้ว่า            ถือพราหมณ์มัญญะศาสนา

ถามว่า           พราหมณ์มัญญะศาสนานั้นถืออย่างไร

แก้ว่า            ท้าวมหาพรหมเป็นใหญ่ พากันบูชาไฟ คือนำมาซึ่งวัตถุต่างๆมีเนยใส เป็นต้น แล้วทำเป็นมณฑลวงสายสิญโดยรอบ ประกอบก่อกองไฟท่ามกลาง นำมาซึ่งของต่างๆมาใส่กองไฟ แล้วก็พากันกราบไหว้บูชาท้าวมหาพรหม อย่างนี้ก็มี

บางพวกลงจากเหย้าเรือนออกบวชเป็นฤาษี ทำการบูชาไฟ กินแต่ผลไม้เผือกมัน รักษาศีล ๕ เจริญซึ่งกสินฌาน อภิญญานก็มี

บางพวกถือลอยบาป ไปอาบน้ำในแม่น้ำอจีรวดีก็มี บางพวกถือเทพยดาอารักษ์ที่ศักดิ์สิทธิ์ สิงสถิตอยู่ในต้นไม้และภูเขา เป็นต้นก็มี บางพวกถือศาสนาอิศวรนารายณ์และอวตารก็มี จะทำการมงคลแล้วก็ทำการบวงสรวงบูชาถือตามๆกันมาจนฆ่าสัตว์บูชายัญก็มี ถือไม่กินเนื้อปลา สัตว์มีชีวิตว่าเป็นกรรมก็มี ถือไหว้พระอาทิตย์ พระจันทร์ และไหว้ทิศทั้ง ๔ มีทิศตะวันออกเป็นต้นก็มี ถือตลอดลงมาจนถึงฤกษ์ดียามดี เคราะห์ดี เคราะห์ร้ายเป็นที่สุด และถือไตรเพทเวทมนตร์คาถาตามครูอาจารย์ที่เล่าเรียนสืบๆกันมา เหล่านี้เรียกว่า พราหมณ์มัญญะศาสนา


ถามว่า           ศาสนามีอย่างเดียวดอกหรือ           

แก้ว่า            มี ๒ คือ พราหมณ์มัญญะศาสนา๑  สามัญญะศาสนา๑

สามัญญะศาสนา นั้นเป็นศาสนาของพระพุทธเจ้า ชี้ทางสวรรค์ ทางนิพพานแก่หมู่สัตว์ทั้งหลาย คือได้แก่ศีล ๕ สมาธิ ๑ ปัญญา๑

ถามว่า           ศีลมีลักษณะอย่างไร

แก้ว่า            มีลักษณะให้ละเว้นด้วยวิรัติเจตนา ไม่ทำบาปด้วยกายวาจา๑ 

สมาธิ ลักษณะทำจิตให้ตั้งมั่นในพระกรรมฐานละบาปในใจที่หยาบๆคือ นิวรณ์ทั้ง๕ มีกามฉันทะนิวรณ์ เป็นต้น

ปัญญา มีลักษณะให้พิจารณาซึ่งรูปและนามที่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แยกย้ายกระจายสังขารให้เกิดนิพพิทาญาน ความเบื่อหน่าย ตัดตัวอาสวะเครื่องดองสันดานให้สิ้นไป๑


ถามว่า           อะไรเป็นตัวศีล

แก้ว่า            ด้วยพระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า เจตนาหัง ภิกขเว สีลัง วทามิ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราตถาคตตรัสว่าเจตนาคิดละเว้นการบาปทั้งปวงเรียกว่า ศีล

ถามว่า           ศีลจะเกิดจะตั้งอยู่ด้วยเหตุอะไร

แก้ว่า            ศีลจะตั้งอยู่ด้วยสังวร คือความสำรวมระวังทางกาย วาจา๑

ถามว่า           คนไม่มีศีลนั้นจะเรียกว่าคนอย่างไร   

แก้ว่า            ผู้ที่ไม่มีศีลนั้นเรียกว่า คนนอกศาสนา ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา ทั้ง ๓ นี้จัดเป็นศาสนา มีบาลีว่า…

อาทิ กัลยาณัง ธรรมที่พระองค์ตรัสเทศนา เพราะในเบื้องต้นได้แก่ศีล๑

มัชเฌ กัลยาณัง ธรรมที่พระองค์ตรัสเทศนา เพราะในท่ามกลางได้แก่สมาธิ๑

ปริโยสาน กัลยาณัง ธรรมที่พระองค์ตรัสเทศนา เพราะในที่สุดได้แก่ปัญญา๑

เพราะเหตุนั้น คนมีศรัทธาคิดทำบุญให้ทาน สร้างโบสถ์วิหารในพระศาสนาเหมือนพระยาธรรมาโศกราช

มีศรัทธาสร้างวิหารแปดหมื่นสี่พัน ทำมหกรรม การฉลองถวายไตรจีวรบริขารแก่พระอรหันต์เป็นอันมาก

ครั้นเสร็จแล้วไปถามพระโมคคัลลีองค์พระอรหันต์ว่า “จะได้เป็นญาติในพระศาสนาหรือไม่”


พระโมคคัลลีถวายพระพรว่า “มหาบพิธทำกุศลเพียงนี้ ยังไม่ได้เป็นญาติในพระศาสนาเพราะเป็นการ

บริจาคภายนอก ยังไม่ตั้งอยู่ในศีล๕ ศีล๘ ที่เป็นของบริจาคภายใน

เพราะเหตุดังนั้นไซร้ คนทุกวันนี้จะบริจาคทานจึงพากันรับศีลก่อน เพื่อจะให้ตนเป็นคนตั้งอยู่ในพระ

ศาสนา ทานนั้นก็จะได้มีผลกล้ายิ่งๆขึ้นไปจนถึงเป็นนิสัยแก่พระนิพพาน


ถามว่า           ศีลมีกี่อย่าง

แก้ว่า            มี ๓ อย่าง คือ จุลศีล๑ มัชฌิมศีล๑ มหาศีล๑

จุลศีล นั้นได้แก่ศีล ๕ คือ

ปาณาติปาตา เวรมณีฯ เว้นไม่ฆ่าสัตว์ที่มีชีวิตเป็นอยู่ให้ตายและไม่ใช้ผู้อื่นฆ่า๑

อทินนาทานา เวรมณีฯ เว้นไม่ลักฉ้อข้าวของที่เจ้าของเขาหวงและไม่ใช้ให้ผู้อื่นลัก๑

กาเมสุมิจฺฉานารา เวรมณีฯ เว้นไม่ประพฤติล่วงประเวณีในสตรีที่มีผู้หวงรักษา๑

มุสาวาทา เวรมณีฯ เว้นไม่กล่าวล่อลวงอำพราง หลอกหลอนด้วยคำเท็จ๑

สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา เวรมณีฯ เว้นจากเหตุที่ตั้งแห่งความประมาท คือ ไม่กินสุราเมรัยที่เป็นน้ำเมา๑

ทั้ง ๕ นี้เรียกว่า จุลศีล


มัชฌิมศีล นั้นคือศีล ๘ ที่รับไว้ในวัน ๘ ค่ำ ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ คือ

วิกาลโภชนา เวรมณีฯ เว้นไม่กินอาหารในเวลาวิกาลตั้งแต่เที่ยงแล้วไปจนถึงวันรุ่งขึ้น

นจฺจคีตวาทิตวิสูกทสฺสนา มาลาคนฺธวิเลปนธารณมณฺฑนวิภูสนฏฺฐานา เวรมณีฯ เว้นไม่ดูฟ้อนรำ ขับร้อง การเล่นต่างๆ และไม่ประดับเครื่องอาภรณ์ต่างๆ และลูบไล้ของหอมมีแป้งเป็นต้น๑

อุจฺจาสยนมหาสยนา เวรมณีฯ เว้นไม่นั่ง นอน เหนือเตียงตั่งอันสูงใหญ่และฟูกเบาะยัดด้วยนุ่นและสำลี และอาสนะงามวิจิตรแล้วด้วยเงินและทอง๑

ทั้ง ๘ นี้เรียกว่า อุโบสถ

อนึ่งศีล ๑๐ ของสามเณร ๑ และกรรมบถ ๑๐ คือกายกรรม ๓ วจีกรรม ๔ มโนกรรม ๓

กายกรรม ๓ นั้นคือ  เว้นไม่ฆ่าสัตว์ที่มีชีวิต๑  เว้นไม่ลักทรัพย์ของผู้อื่น๑  เว้นไม่ล่วงประเวณีในสตรีที่เขาหวง๑

วจีกรรม ๔ นั้นคือ  เว้นจากไม่กล่าวคำปด ล่อลวงอำพรางท่านผู้อื่น๑  เว้นไม่กล่าวคำหยาบ ด่าพ่อแม่และชาติตระกูลวงศ์ท่านผู้อื่น๑  เว้นไม่กล่าวคำปะระสามหาว เรื่องราวที่ไม่เป็นประโยชน์๑  เว้นไม่กล่าวคำที่ไม่เป็นประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่น๑

มโนกรรม ๓ นั้นคือ  เว้นจากไม่โลภเพ่งเล็งเอาของท่านผู้อื่น๑  เว้นไม่พยาบาทคิดแช่งให้ผู้อื่นฉิบหาย๑  เว้นไม่มิจฉาทิฐิ ความเห็นผิดจากธรรมวินัยพุทธศาสนา๑

เหล่านี้เรียกว่า มัชฌิมศีล


มหาศีล ได้แก่ศีล ๔ คือ

ปาฏิโมกขสังวรศีล มีความสำรวมระวังรักษาในพระปาติโมกข์ สองร้อยยี่สิบเจ็ด ๑

อินทรียสังวรศีล  มีความสำรวมระวังรักษาอินทรีย์ ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ๑

อาชีวะปาริสุทธิศีล มีความแสวงหาเครื่องเลี้ยงชีวิตบริสุทธิ์ตามพระพุทธศาสนา ๑

ปัจจัยยะสันนิสสิตะศีล พิจารณาซึ่งปัจจัยทั้ง ๔ มีบิณฑบาต เป็นต้น ๑


ถามว่า           ศีลมีวิรัติกี่อย่าง        

แก้ว่า            มีวิรัติ ๓ อย่างคือ

สัมปัตตะวิรัติ เว้นด้วยการถือพร้อม คือพบสัตว์ควรฆ่าไม่ฆ่า๑ พบทรัพย์ควรลักไม่ลัก๑ พบหญิงควรทำกาเมไม่ทำ๑ ควรจะกล่าวปดไม่ปด๑ ควรจะกินสุราเมรัยไม่กิน๑

สมาทานวิรัติ เว้นด้วยสมาทาน คือรับถือเอาแต่สำนักแห่งผู้อื่นมีภิกษุเป็นต้น๑

สมุจเฉทวิรัติ เว้นด้วยพระอริยมรรค ตัดกิเลสบาปธรรมขาดจากสันดาน คือพระอริยเจ้า๑


ถามว่า           ศีลมีองค์เท่าใด

แก้ว่า            ศีลปาณามีองค์ ๕ คือ

ปาโณ สัตว์มีชีวิตเป็นอยู่๑

ปาณะสัญญิตา ความหมายรู้ว่าสัตว์มีชีวิตอยู่๑

อุปักกะโม มีความเพียรด้วยเจตนาที่จะฆ่าสัตว์๑

วะธะกะจิตตัง มีจิตคิดฆ่าซึ่งสัตว์ให้ตาย๑

เตนะมะระณัง สัตว์นั้นถึงซึ่งความตาย๑


ศีลอทินนามีองค์ ๕ คือ

ปะระปะริคคะหิตัง ของผู้อื่นมีความหวงแหนอยู่๑

ปะระปะริคคะหิตสัญญี สำคัญว่าเป็นของผู้อื่นหวงแหนอยู่๑

เถยยะจิตตัง มีจิตคิดลักเอา๑

อุปักกะโม มีความเพียรลักเอา๑

เตนะหะระณัง ลักเอาของนั้นมาได้๑


กาเมฯมีองค์ ๔ คือ

อัคคะมะนิยะถานัง หญิงที่ไม่ควรจะคบหาคือมีผู้หวงอยู่๑

อุปักกะโมเสวนัง เพียรในที่จะเสพซึ่งเมถุน๑

ตัสมิงเสวะนะจิตตัง จิตประกอบด้วยราคะ อยากเสพซึ่งเมถุนแก่หญิงนั้น๑

มัคเคนะมัคคะปะฏิปาตะนัง ยังมรรคและมรรคให้ล่วงเข้าไป๑


มุสาฯมีองค์ ๓ คือ

อัตถังวัตถุ ของที่พึงจะกล่าวนั้นไม่เป็นของจริง๑

วิสังวาทะนะจิตตัง จิตคิดจะกล่าวคำนั้นให้เป็นคำเท็จ๑

ปะระสะตะทัฏฐะวิชชานะนัง ยังผู้อื่นให้รู้ซึ่งเนื้อความนั้น๑


สุราฯมีองค์ ๓ คือ

มัชชะภาโว อันว่าภาวะเป็นน้ำเมา๑

ปาตุกัมยะตาจิตตัง จิตยินดีคิดจะดื่มกินซึ่งน้ำเมา๑

ปิวิตะวาปานะกัง ดื่มซึ่งน้ำเมาให้ล่วงลำคอ๑


วิกาลโภชน์มีองค์ ๓ คือ

วิกาเล เป็นเวลาบ่าย๑

ยาวะกาลิกัง เป็นอาหารของเคี้ยวของกัด๑

อัชโฌหะระณัง ยังอาหารให้ล่วงลำคอ๑

นัจจะคีมีองค์ ๓ คือ

นัจจะคีตัง การฟ้อนรำขับร้องเป็นของประโลมโลก๑

กาตุกามะยะตาจิตตัง จิตปรารถนาจะดูจะฟัง๑

สุตะทัสสะนัง ได้เห็นได้ฟังซึ่งฟ้อนและขับ๑


มาลามีองค์ ๓ คือ

มาลาคันธาทิ เป็นดอกไม้ของหอม เครื่องลูบไล้๑

ธานะณะฉันทะตา มีความชอบใจอยากจะทัดทรงประดับตกแต่ง๑

ธาระนัง ทรงไว้ซึ่งของหอมหรือดอกไม้เครื่องประดับตกแต่ง๑


อุจจามีองค์ ๓ คือ

อุจจาสะยะนะมะหาสะยะนัง อาสนะที่นั่งนอนสูงใหญ่กว่าประมาณ๑

ปะริโภคะจิตตัง จิตคิดจะบริโภคนั่งนอน๑

ปะริโภคะกะระณัง กระทำความบริโภคนั่งนอน๑


ชาตะรูมีองค์ ๓ คือ

ชาตะรูปะระชะฏัง เป็นเงินและทองของรูปิยะ๑

อัตตะโนสันตะกัง เป็นของของตัวเอง๑

ปะฏิคคะหะณาติ รับเอาของเองหรือให้ผู้อื่นรับ๑


ถามว่า           บุคคลที่รักษาศีลได้มีอานิสงส์อย่างไร        

แก้ว่า            จะมีอานิสงส์ ๕ อย่างคือ

โภคะสัมปะทา จะมีความบริบูรณ์ด้วยโภคสมบัติ คือไม่ฉิบหายด้วยภัยต่างๆอันมีโจรลัก เป็นต้น ๑

กิตติสัทโท จะได้ความสรรเสริญและความสุขกายสุขใจ ๑ และลาภสักการะตามกาล ๑

อะมุฬโหกาลังกะโลติ ไม่ตายด้วยความหลง คือจะมีสติสัมปชัญญะเป็นเบื้องต้น ๑

สัคคังอุปปัชชะติ ตายแล้วไปเกิดในสุคติ ๑

วิสาระโท จะเป็นผู้แกล้วกล้าในท่ามกลางบริษัท ๑


อนึ่งผลที่ไม่ฆ่าสัตว์ ให้ผลรูปงามมีอายุยาวยืนนาน๑

ผลที่ไม่ลักทรัพย์ ให้ผลรูปงามมีทรัพย์แล้วไม่ฉิบหายด้วยเหตุต่างๆมีโจรลักเป็นต้น๑

ผลที่ไม่ทำกาเมฯ ให้ผลรูปงามมีบุตรีบุตราภริยาสามี ทาสาทาสี ไม่มีผู้ประทุษร้ายทำให้นอกใจ๑

ผลที่ไม่กล่าวมุสาวาท ให้ผลรูปงามมีเสียงเพราะ ไม่มีผู้ใดนำเอาความเท็จมาให้ได้ความเดือดร้อน๑

ผลที่ไม่ดื่มสุราเมรัย ให้ผลรูปงาม เสียงเพราะ มีปัญญาพาที ไม่เป็นใบ้เป็นบ้าเสียจริตผิดมนุษย์ทั้งปวง๑

โทษที่ฆ่าสัตว์ที่ให้ตาย ไปเกิดในอบาย เศษกรรมให้ผลเป็นคนอายุน้อยอายุสั้น เร็วพลันที่จะทำลาย ตายในปฐมวัย ๑

โทษที่ลักทรัพย์ ให้ผลเกิดในอบาย เศษผลให้เป็นคนจนอนาถา มีทรัพย์โภคาก็ฉิบหายด้วยโจรลักเป็นต้น ๑

โทษกาเมฯ ให้ไปเกิดในอบาย เศษผลให้เป็นกะเทยและสัตว์ที่เขาตอนมีวัวควายเป็นต้น ถ้าเกิดมาเป็นมนุษย์มีบุตรภริยาสามีก็ว่ายากสอนยาก มีแต่ผู้จะมาลอบลักทำชู้ให้นอกใจของตน ๑

โทษมุสาวาท ให้ผลไเกิดในอบาย เศษผลให้เป็นคนปากเหม็น พูดสิ่งไรไม่มีใครเขานับถือและจะมีผู้เอาความเท็จไม่จริงมาหลอกลวงโจทก์ท้วงต่างๆให้เสียทรัพย์ ๑

โทษดื่มสุรา ให้ผลไปเกิดในนรกทนทุกขเวทนา กรอกด้วยน้ำทองแดง น้ำตกถึงคอก็ทำลายถึงท้องไส้พุงขาดกระจัดกระจาย กรรมยังไม่สิ้นก็เสวยทุกข์ต่อไป เมื่อพ้นจากนรกมาเกิดเป็นมนุษย์ เศษผลให้เป็นใบ้บ้าเสียจริตผิดมนุษย์ทั้งปวง ๑


ถามว่า           นรกนั้นใครสร้าง

แก้ว่า            ไม่มีใครสร้าง

ถามว่า           มันเกิดขึ้นด้วยอะไร   

แก้ว่า            มันเกิดขึ้นด้วยอกุศลกรรม ความชั่วที่สัตว์กระทำบาปหยาบช้าด้วยกาย วาจา ใจ เรียกว่า อปุญญาภิสังขาร ตกแต่งให้บังเกิดขึ้นสำหรับทรมานสัตว์ที่มีใจบาปหยาบช้าตามโทษานุโทษที่หนักและเบา

ถามว่า           นรกมีมากน้อยเท่าไหร่

แก้ว่า            นรกใหญ่มี ๘ ขุม

ถามว่า           นรกมีมากน้อยเท่าไหร่

แก้ว่า            นรกใหญ่มี ๘ ขุม

นรกขุมที่ ๑ ชื่อ สัญชีพะนรก สัตว์เสวยทุกขเวทนา อันนายนิรยบาลประหารด้วยอาวุธ ฟันเป็นท่อนน้อยและท่อนใหญ่ มีลมพัดมาก็เกิดเสวยทุกข์ต่อไปด้วยโทษปาณาติบาต ฆ่าสัตว์ไว้แต่ชาติก่อน มีอายุยืน ๕๐๐ ปีเป็นกำหนด นับปีในมนุษย์ได้ ๙ ล้านปีจึงเป็นวันหนึ่งคืนหนึ่งในนรกนั้น



นรกขุมที่ ๒ ชื่อ กาฬสูตรนรก สัตว์เสวยทุกข์นอนบนแผ่นเหล็กแดง ดีดด้วยสายบรรทัดเหล็กให้ขาดเป็นท่อนๆแล้วก็เกิดขึ้นเสวยทุกข์ต่อไปด้วยโทษที่กล่าวมุสาวาทไว้แต่ชาติก่อน อายุยืนพันปีเป็นกำหนด นับปีในมนุษย์ได้ ๓ โกฏิ ๙ ล้านปีเป็นวันหนึ่งคืนหนึ่งในนรกนั้น
นรก ขุมที่ ๓ สังฆาฏะนรก สัตว์เสวยทุกข์ด้วยภูเขาไฟกลิ้งมาบดขยี้กายแห่งสัตว์ให้ละเอียดเป็นจุณไป กรรมยังไม่สิ้นก็เกิดขึ้นเสวยทุกข์ต่อไปด้วยโทษที่เผาสัตว์เป็นให้ตายในกองไฟ มีอายุยืน ๒ พันปีเป็นกำหนด นับปีในมนุษย์ได้ ๑๕ โกฏิ ๔ ล้านปีจึงเป็นวันหนึ่งคืนหนึ่งในนรกนั้น
นรกขุมที่ ๔ โรกุตะนรก สัตว์เสวยทุกข์มีบัวกรด สัตว์นั่งในดอกบัว มีมือและเท้าเข้าไปในดอกบัวกึ่งหนึ่ง กึ่งหนึ่งไฟไหม้ทั้งข้างล่างข้างบนให้ฉิบหาย กรรมยังไม่สิ้นก็เกิดขึ้นทนทุกข์ไปอีกด้วยโทษอทินนาทาน ลักทรัพย์เขาไว้แต่ชาติก่อนและเป็นพยานโกหก มีอายุยืน ๔ พันปี นับปีในมนุษย์ได้ ๑๖ โกฏิ ๖ ล้านปีจึงเป็นวันหนึ่งคืนหนึ่งในนรกนั้น
นรกขุมที่ ๕ มหาโรรุวะนรก สัตว์เสวยทุกข์มีบัวกรด นายนิรยบาลให้ขึ้นไปนั่งบนดอกบัว เอาค้อนเหล็กแดงเป็นเปลวไฟตีศีรษะให้แตกทำลาย ยังไม่สิ้นกรรมก็บังเกิดขึ้นทนทุกข์ต่อไปอีกด้วยโทษลักของสงฆ์และโทษกาเมสุมิจฉาจาร อายุยืนนาน ๘ พันปี นับปีในมนุษย์ได้ ๒๓๐ โกฏิ ๔ ล้านปีเป็นวันหนึ่งคืนหนึ่งในนรกนั้น



นรกขุมที่ ๖ ตาปะนรก สัตว์เสวยทุกข์มีหลาวเหล็กโตเท่าลำธารเป็นเปลวไฟแทงกายสัตว์ให้สุก มีสุนัขมากัดกิน กรรมยังไม่สิ้นก็บังเกิดขึ้นทนทุกข์ต่อไปด้วยโทษที่ดื่มสุราเมรัยและประทุษร้ายบิดามารดา สมณพราหมณ์ผู้มีศีล และไม่มีความเคารพในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มีอายุยืนถึง ๖ พันปี นับปีในมนุษย์ ๙๒๐ โกฏิ ๖ ล้านปีจึงเป็นวันหนึ่งคืนหนึ่งในนรกนั้น
นรกขุมที่ ๗ มหาตาปะนรก สัตว์เสวยทุกข์มาก นายนิรยบาลไล่ให้ขึ้นไปบนเขาถ่านเพลิง มีลมพัดให้ตกลงมา มีหลาวเหล็กโตเท่าลำธารเสียบแทงคน ๑ เล่ม ๒ เล่ม ๓ เล่มบ้าง อกุศลยังไม่สิ้นก็เกิดขึ้นทนทุกข์ต่อไปด้วยโทษเป็นพระยาฆ่ามนุษย์ ไม่ยุติธรรม และโทษเป็นตุลาการ นายบ้านนายอำเภอชำระความไม่เป็นยุติธรรม เห็นแก่สินจ้างสินบนที่แพ้ให้ชนะ ที่ชนะให้แพ้

อนึ่ง ชำระความด้วยอคติทั้ง ๔ คือ ฉันทา โทสา ภยา โมหาคติ ไม่ชำระด้วยบทพระอัยการและธรรมศาสตร์ และโทษกล่าวตู่พระพุทธวจนะคำพระพุทธเจ้า และโทษเป็นภิกษุโลเล ไม่รักษาศีลให้บริสุทธิ์ อายุยืนนานถึงกัป



นรกขุมที่ ๘ อเวจีนรก สัตว์เสวยทุกขเวทนาด้วยเปลวไฟรุ่งเรืองเผาสัตว์ให้ไหม้อยู่ทั้งกลางคืนและกลางวันไม่รู้ดับเลย กรรมยังไม่สิ้นก็เสวยทุกข์อยู่ร่ำไปด้วยโทษที่ฆ่าบิดามารดา ฆ่าพระอรหันต์ ประทุษร้ายพระพุทธเจ้า ยุสงฆ์ให้แตกร้าวจากหมู่ คนทำบาปเป็นนิตย์ตราบเท่าสิ้นชีวิต ภิกษุเป็นปาราชิกปกปิดไว้ และประทุษร้ายนางภิกษุณีที่เป็นพระอรหันต์ กรรมเหล่านี้เป็นกรรมหนัก ให้ไปเกิดในอเวจี มีอายุได้ ๑ กัป

แต่กรรมนอกนั้น ถ้าทำด้วยจิตกล้าแข็งก็อาจจะให้ไปเกิดในอเวจีได้แต่ไม่เที่ยงหรือไม่เกิดก็มีอายุน้อยลงมา

แต่พระเทวทัตนั้นอายุ ๑ กัป กายสูง ๑ โยชน์ เท้าเหยียบลงไปในแผ่นเหล็กแดงเพียงข้อเท้า ข้างบนศีรษะเพียงหู มือทั้งสองเพียงข้อมือ มีหลาวเหล็กโตเท่าลำธารเสียบอยู่ตลอดกาย เปลวไฟพุ่งเข้ามาทั้ง ๔ ทิศ ข้างบนพุ่งลงมา ข้างล่างพุ่งขึ้นไป ไหม้กายพระเทวทัตเหมือนเหล็กแดงทั้งกลางวันและกลางคืน


ถามว่า           สัตว์นรกมีอะไรเป็นอาหาร

แก้ว่า            กรรมเป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ไม่ให้ตาย หรือตายแล้วก็ไปเกิดขึ้นอีก เสวยทุกข์ต่อไป

ถามว่า           สัตว์นรกเมื่อเกิดนั้นมีบิดามารดาหรือไม่

แก้ว่า            ไม่มี มันเกิดขึ้นด้วยอกุศลกรรม ใหญ่โตขึ้นมาทีเดียว

ถามว่า           นรกโตใหญ่เท่าใด    

แก้ว่า            นรกใหญ่ทั้ง ๘ ขุม  กว้างยาว ๑ โยชน์เท่ากัน มีสัณฐานดังหีบ มีประตู ๔ ด้าน

ถามว่า           นรกมี ๘ ขุมเท่านั้นหรือ

แก้ว่า            นรกใหญ่มี ๘ ขุม แต่ละขุมๆมีบริวาร ๕๖ ขุมล้อมอยู่ภายนอก มีพญายมกำกับอยู่ ๘ คน มีอำมาตย์และนายนิรยบาลเป็นคนใช้

ถามว่า           นายนิรยบาลที่ใช้การในนรกนั้น ไม่ร้อนไฟหรือ       

แก้ว่า            ไม่ร้อน ด้วยกรรมเขาทำไว้ให้เกิดเป็นนายนิรยบาลสำหรับประหารสัตว์นรก

ถามว่า           กรรมอย่างไรจึงไปเป็นนายนิรยบาล

แก้ว่า            มีความยินดีในการบาปของผู้อื่น คือเห็นเขาฆ่าเนื้อเบื่อปลาได้มากๆก็พลอยดีใจ หรือรู้ว่าเขาฆ่างูร้าย จระเข้ร้ายก็พลอยดีใจ

ถามว่า           พญายมชำระความของสัตว์นรกนั้น ชำระอย่างไร    

แก้ว่า            เมื่อสัตว์ตกลงไปถึงพญายม พญายมถามเทวทูต ๕ ประการคือ…

เมื่อท่านทั้งปวงอยู่ในเมืองมนุษย์นั้นท่านได้เห็นเทวทูตทั้ง ๕ บ้างหรือไม่ สัตว์ที่มีนิสัยเคยได้พิจารณาซึ่งเทวทูตทั้ง ๕ แต่อยู่ในมนุษย์ก็ระลึกได้ บอกแก่พญายม พญายมก็ปล่อยให้ไป สัตว์ที่ไม่มีนิสัยก็พากันนิ่งอยู่

พญายมจึงถามว่า ท่านทั้งปวงเมื่ออยู่ในเมืองมนุษย์ ได้ก่อสร้างกองการกุศลอะไรบ้าง สัตว์ที่ทำการกุศลไว้ก็ระลึกได้ บอกแก่พญายม พญายมก็ปล่อยให้ไป ยังเหลือแต่สัตว์ระลึกไม่ได้

พญายมจึงว่า “กรรมของท่านทำไว้มาก ท่านก็ต้องไปตามกรรม” ว่าแล้วก็นั่งนิ่งอยู่ นายนิรยบาลก็รู้ในอาการ เข้าฉุดคร่าสัตว์เหล่านั้นไปประหารและทิ้งลงในขุมนรกตามกรรมของสัตว์ที่ทำไว้

นี่ว่าด้วยสัตว์ที่มีกรรมเบา ถ้าสัตว์ที่มีกรรมอันหนัก พญายมไม่ต้องถาม อำนาจกรรมนำไปนรกทีเดียว


ถามว่า           เทวทูตทั้ง ๕ นั้นได้แก่อะไร  

แก้ว่า            ได้แก่เด็กๆที่นอนหงายอยู่ในผ้าอ้อม๑  คนแก่ชรา๑  คนเจ็บไข้๑  คนตาย๑  นักโทษ๑

ถามว่า           สัตว์นรกมีผู้ไปช่วยพ้นทุกข์บ้างจะได้หรือไม่

แก้ว่า            ไม่ได้ แม้แต่พระโมคคัลลาน์มีฤทธิ์มากยังช่วยมิได้ เป็นแต่ลงไปโปรดให้ได้ความสุขครั้งหนึ่งๆเท่านั้น ครั้นท่านเสด็จกลับขึ้นมา สัตว์ก็เสวยทุกข์ต่อไป

ถามว่า           ทานการกุศลที่ญาติทำแล้วอุทิศให้ จะได้แก่สัตว์นรกหรือไม่

แก้ว่า            ไม่ได้ เพราะสัตว์นั้นยังทนทุกขเวทนากล้าแข็ง ไม่มีจิตศรัทธารับอนุโมทนาส่วนกุศลได้ ต่อเมื่อใดมาเป็นปะระทะตูปะ ชีวิตเปรตมีโทษเบา จึงรับส่วนกุศลได้

ถามว่า           นรกนั้นตั้งอยู่ที่ไหน อยู่บนดินหรืออยู่ใต้ดิน

แก้ว่า            ตั้งอยู่กลางพิภพ ใต้เขาตรีกูฏลงไปหมื่นโยชน์ถึงนรกขุมที่๑ แล้วก็ตั้งเรียงๆกันลงไปเป็นลำดับๆจนถึงอเวจีนรกเป็นที่สุด จะว่าอยู่บนดินก็ไม่ใช่ จะว่าอยู่ใต้ดินก็ไม่ใช่ ที่นั้นเป็นที่อากาศว่างเปล่าตลอดขึ้นไป ไม่มี่เทพบุตรเทพธิดาเลย

ถามว่า           เขาตรีกูฏอยู่ที่ไหน

แก้ว่า            อยู่ใต้เขาพระสุเมรุ

ถามว่า           เขาพระสุเมรุใหญ่เท่าไหร่

แก้ว่า            สูง ๘ หมื่น ๔ พันโยชน์ โตใหญ่วัดโดยกลม ๒ แสน ๔ หมื่นโยชน์ จมลงในแผ่นดิน ๔ หมื่น ๒ พันโยชน์

ถามว่า           สัตว์ไปตกนรกนั้น ตกขุมใหญ่ก่อนหรือขุมเล็กก่อน

แก้ว่า            ตามกรรมของสัตว์ ถ้าสัตว์ทำบาปกล้าด้วยจิตทีแรกแล้วก็เบาลงมาๆ ให้ไปตกนรกใหญ่ก่อนแล้วจึงค่อยมาตกนรกบริวารต่อภายหลัง  ถ้าสัตว์ทำบาปด้วยจิตอ่อนทีแรกแล้วก็ค่อยกล้าขึ้นๆ ให้ไปตกนรกบริวารก่อนแล้วจึงไปนรกใหญ่ ถ้าทำบาปด้วยจิตอ่อนหรือหนเดียวก็ไปตกแห่งเดียว

ถามว่า           โลกันต์นรกนั้นอยู่ที่ไหน

แก้ว่า            อยู่ในระหว่างเขาจักรวาลทั้ง ๓ ที่นั้นเป็นช่องว่างเปล่า กว้าง ๘ พันโยชน์ ไม่มีอะไรปกปิด สัตว์ในโลกันต์นั้นไม่มีจักษุวิญญาน เหตุที่นั้นมืดอยู่เป็นนิตย์ พระจันทร์พระอาทิตย์ไม่ส่องถึงพระพุทธเจ้ามาตรัสหนหนึ่งได้ เห็นกันเหมือนฟ้าแลบทีหนึ่ง

กายสัตว์ในโลกันต์ใหญ่ได้ ๓ คาพยุต คือ ๓๐๐ เส้น มีเล็บใหญ่ยาวเหมือนจอบ เที่ยวเกาะอยู่ตามเขาจักรวาลเหมือนค้างคาว เมื่อพบกันเข้าก็จับฉีกเนื้อกันกิน พลัดตกลงไปถูกน้ำกรดกายละลายเป็นจุณไป แล้วก็เป็นขึ้นเสวยทุกข์ไปอีก

ถามว่า           ที่ไปตกในโลกันต์นั้นทำกรรมอะไร   

แก้ว่า            สัตว์ที่เป็นนิตยมิจฉาทิฐิ ถือเที่ยงว่าโลกหน้าไม่มี ตายแล้วสูญ บุญบาปไม่มี คุณบิดามารดาไม่มี สวรรค์ไม่มี นรกไม่มี ถือว่าเคยเป็นมนุษย์ก็เป็นมนุษย์ เคยเป็นสัตว์ก็เป็นสัตว์ ถือเที่ยงอย่างนี้ให้ไปเกิดในโลกันต์

ถามว่า           ไปเกิดในโลกันต์แล้วเมื่อไหร่จะพ้นทุกข์

แก้ว่า            ไม่มีกำหนด พระพุทธเจ้าไม่ได้พยากรณ์

ถามว่า           สัตว์ที่ไปตกนรกเสวยทุกข์นั้น อะไรมันไปตก อะไรมันไปเสวยทุกข์

แก้ว่า            ธรรมธาตุทั้ง ๗ มันเสวย

ถามว่า           ธรรมธาตุทั้ง ๗ นั้นได้แก่อะไร

แก้ว่า            ภวังค์ความเกิด๑  มโนความน้อม๑  จิตตังความคิด๑  สัญญาความจำหมาย๑  วิญญาณังความรู้แจ้ง๑ สังขารความปรุงแต่ง๑  เวทนาความเสวย๑

ถามว่า           อะไรเป็นผู้นำไปเกิด  

แก้ว่า            บาปนำไปสู่นรก บุญนำไปสู่สวรรค์

ถามว่า           ทำบาปแล้วกลับไปทำบุญทำกุศลให้มากๆ ใช้บาปได้หรือไม่

แก้ว่า            ศาสนาพระพุทธเจ้าของเราไม่ตรัสเทศนาสั่งสอนสัตว์ว่าทำบุญล้างบาป ส่วนบุญก็ไปตามบุญ ส่วนบาปก็ไปตามบาป เหมือนน้ำท่ากับน้ำมันปนกันไม่ได้ แต่ศาสนาอื่นๆมีพระเยซูเป็นต้น เขาว่าล้างบาปได้

ถามว่า           ที่เรียกว่าเปรตๆนั้นมันเป็นอย่างไร มันอยู่ที่ไหน       

แก้ว่า            สัตว์ที่พ้นจากนรกออกมาแล้ว ที่ยังไม่สิ้นกรรม เศษผลให้มาบังเกิดเป็นเปรตอยู่บนพื้นปฐพี มีเขาคิชกูฏ เป็นต้น ให้เสวยทุกข์ต่างๆ มีไฟไหม้ทั้งกลางคืนและกลางวันบ้าง มีความอดอยากข้าวอยากน้ำเป็นนิตย์บ้าง เที่ยวกินของเน่าของเหม็นบ้าง ฉีกเนื้อของตัวกินบ้าง ที่เที่ยวคอยรับส่วนกุศลของผู้อื่นบ้าง ที่เสวยทุกข์กลางวันเสวยสุขกลางคืนบ้าง ต่างๆกัน มากนักนับไม่ถ้วน

ถามว่า           ทุกข์ของสัตว์ในนรกมีกำหนดอย่างไร

แก้ว่า            มีกำหนด ๗ ประการคือ กักขลาร้อนร้ายกาจเหลือที่จะทน๑  กักขวาร้อนกล้าแข็งเหลือที่จะทนทาน๑  กตุกกาเดือดร้อนอยู่เป็นนิตย์๑  ชลิตาร้อนอยู่ด้วยเปลวไฟเป็นนิตย์๑  กัมปิตากายร้อนหวั่นไหวอยู่เป็นนิตย์๑  สัพพังคปัจจังคีร้อนกระสับกระส่ายอยู่ทั่วกายทั้งปวง๑  กันทิตะปะริเทวะมุขา มีความร้องไห้ร่ำไรไม่หยุดเสียง๑

อนึ่งพระพุทธเจ้าตรัสแก่อานนท์ว่า ดูกรอานนท์ พระมหากษัตริย์ให้ประหารโจรด้วยหอกซัดวันละ ๓๐๐ เล่มคือเช้า ๑๐๐ เล่ม กลางวัน ๑๐๐ เล่ม เวลาเย็น ๑๐๐ เล่ม ก็ยังดีกว่าสัตว์ในนรกสักร้อยเท่า เพราะประหารครบแล้วก็ยังมีระหว่างหยุดบ้าง แต่สัตว์เสวยทุกข์ในนรกไม่มีระหว่างหยุดเลย

ถามว่า           สัตว์ที่ไปนรกกับไปสวรรค์นั้น ใครจะมากกว่ากัน

แก้ว่า            สัตว์ที่ไปนรกนั้นมาก ด้วยพระอานนท์ทูลถามพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงอุปมาด้วยพระหัตถ์อันช้อนลงไปพื้นดิน มีฝุ่นติดปลายเล็บขึ้นนั้นน้อยนัก ฝุ่นที่อยู่ใต้พื้นพสุธามากไม่มีประมาณ

พระพุทธเจ้าตรัสว่า ดูกรอานนท์ สัตว์ที่ไปเกิดในสุคติน้อยนักเหมือนฝุ่นที่ติดปลายนขา สัตว์ที่ไปอบายมากนักหนาเหมือนฝุ่นที่อยู่ในพื้นปฐพี

อีกแห่งหนึ่งท่านแสดงความว่า สัตว์ที่ไปนรกเหมือนขนวัว สัตว์ที่ไปสู่สุคติเหมือนเขาวัว ความข้อนี้ก็เห็นจริงว่า คนที่มีศีล ๕ ศีล ๘ น้อยนัก คนที่ไม่มีศีล ๕ ศีล ๘ มากนักนับไม่ถ้วน  อนึ่งผู้ที่จะไปสู่สุคติได้ก็ไปด้วยอำนาจแห่งผลศีล



ถามว่า           สวรรค์ใครสร้าง        

แก้ว่า            ไม่มีใครสร้าง

ถามว่า          มันเกิดขึ้นด้วยอะไร   

แก้ว่า            มันเกิดขึ้นด้วยกามาวจรกุศล มีมหาชนทำทานรักษาศีล เป็นต้น
ถามว่า          สวรรค์มีเท่าไหร่

แก้ว่า            มี ๖ ชั้น คือ…

ถามว่า           สวรรค์มีเท่าไหร่

แก้ว่า            มี ๖ ชั้น คือ…

ชั้นที่ ๑ จาตุมหาราชิกา มีเทวดา ๔ องค์เป็นใหญ่คือ ท้าวธตรฐ เป็นใหญ่กว่าคนธรรพ์ อยู่บูรพทิศ๑ ท้าวิรุฬหก เป็นใหญ่กว่ากุมภัณฑ์ อยู่ทักษิณทิศ๑ ท้าววิรูปักษ์ เป็นใหญ่กว่านาคทั้งปวง อยู่ปัจฉิมทิศ๑ ท้าวกุเวร เป็นใหญ่กว่ายักษ์อยู่อุดรทิศ๑

วิมานของท้าวจตุมหาราชทั้ง ๔ ล้วนแล้วไปด้วยเงิน ตั้งอยู่เหนือยอดเขายุคุนธรทั้ง ๔ ทิศ สูงแต่พื้นดินขึ้นไปได้ ๒ หมื่นกับพันโยชน์

ท้าวจตุมหาราชทั้ง ๔ เป็นเจ้าบัญชีใหญ่ ตรวจตราคนที่ทำบาปบุญ มากน้อยเท่าใดส่งไปตามที่ คือคนทำบาปส่งไปให้แก่พญายม คนทำบุญส่งไปให้แก่พระอินทราชา

ท้าวจตุมหาราชมีอายุยืน ๕๐๐ ปีทิพย์ นับวันคืนในมนุษย์ได้ ๙ ล้าน ๕๐ ปีเป็นวันหนึ่งคืนหนึ่งในชั้นนั้น


ชั้นที่ ๒ ดาวดึงส์ กว้างหมื่นโยชน์ ตั้งอยู่บนยอดเขาพระสุเมรุ เวชยันต์ปราสาทสูงหมื่นโยชน์ ล้วนแล้วไปด้วยทอง มีหน้ามุข ๔ ด้าน มีกระดิ่งและลูกพรวน ล้วนแล้วไปด้วยทองโดยรอบ มีฉัตรทองสูง ๓ โยชน์ปักโดยรอบ

มีอัครมเหสีคือ นางสุชาดา๑  นางสุนันทา๑  นางสุจิตรา๑  นางสุธรรมา๑  มีนางฟ้า ๒ โกฏิ ๔ ล้านเป็นบริวาร

พระอินทรามีกายสูง ๑ เส้น มีรัศมีแผ่ออก ๑๒ โยชน์ มีเครื่องประดับบรรทุกได้ ๖๐ เล่มเกวียน มีสวนดอกไม้ใหญ่โตได้ ๕๐๐ โยชน์ สระโบกขรณีใหญ่ได้ ๕๐๐ โยชน์ล้วนแล้วไปด้วยทรายเงินทรายทอง มีไม้ปาริชาดใหญ่ ๑๕ โยชน์ สูง ๕๐ โยชน์ ประจำพิภพ

มีแท่นบัณฑุกัมพลยาว ๖๐ โยชน์ กว้าง ๕๐ โยชน์ หนา ๑๕ โยชน์ อ่อนเหมือนสำลี มีเวชยันต์ราชรถสูง ๑๕ โยชน์ บัลลังก์สูง ๑ โยชน์

ในวิมานดาวดึงส์นั้นประกอบไปด้วยการขับร้องและดีดสีตีเป่าขับประโคมอยู่เป็นนิตย์ มีพระจุฬามณีเป็นที่บูชา มีอายุยืนพันปีทิพย์ นับปีในมนุษย์ได้ ๓ โกฏิ ๖ ล้านปีเป็นวันหนึ่งคืนหนึ่งในดาวดึงส์ ดาวดึงส์นั้นสูงแต่พื้นแผ่นดินขึ้นไป ๔ หมื่น ๒ พันโยชน์


ถามว่า           พระอินทร์ท่านสร้างกุศลอย่างไร                

แก้ว่า            ท่านทำถนนหนทาง สร้างศาลา ขุดสระน้ำ ท่านปฏิบัติบิดามารดาและเคารพผู้เฒ่าผู้แก่ กล่าววาจาเป็นสัตย์เป็นธรรม ไม่กล่าวส่อเสียดยุยงผู้อื่น กล่าวคำอ่อนหวาน ไม่กล่าวคำหยาบ ไม่ตระหนี่ทรัพย์คือให้ทาน และมีขันติอดใจ ไม่พยาบาทจองเวรเป็นที่สุด


ชั้นที่ ๓ ยามา วิมานแก้วผลึกลอยอยู่ในอากาศ กายเทพยดานั้นสูง ๘ พันวา อายุยืน ๒ พันปีทิพย์ นับปีในมนุษย์ได้ ๔ โกฏิ ๔ ล้าน ๒๐๐ปี เป็นวันหนึ่งคืนหนึ่งในยามา  ชั้นยามาสูงแต่ดาวดึงส์ขึ้นไป ๔ หมื่น ๒ พันโยชน์ มีสมบัติและสุขมากยิ่งกว่าดาวดึงส์

ชั้นที่ ๔ ดุสิต วิมานแก้วมณีสูงขึ้นไปแต่มายา ๖ หมื่น ๔ พันโยชน์ มีบริวารแสนโกฏิปี มีรัศมีกายส่องสว่างไป ๑๒ โยชน์ นับวันคืนในมนุษย์ได้ ๔ โกฏิ ๖ ล้าน กับ ๔๐๐ปี เป็นวันหนึ่งคืนหนึ่งในดุสิต ด้วยอานิสงส์ระกษาอุโบสถศีล ๘ ประการเป็นต้น

ชั้นที่ ๕ นิมมานรดี วิมานแก้ว ๗ ประการสูงขึ้นไปแต่ดุสิต ๓ แสน ๓ หมื่น ๖ พันโยชน์ เทพยดามีกายสูง ๓ หมื่น ๓ พันวา อายุ ๘ พันปีทิพย์ นับวันคืนในมนุษย์ได้ ๒๐๓ โกฏิกับ ๑๘๐ ปี เป็นวันหนึ่งคืนหนึ่งในชั้นนิมมานรดี

ชั้นที่ ๖ ปะระนิมมิตะวะสะวัตตี มีวิมานแก้ว ๗ ประการสูงขึ้นไปแต่นิมมานรดี ๖ แสน ๒ หมื่นพันโยชน์ กายเทพยดาสูง ๖ หมื่นพันวา อายุ ๑๖ พันปีทิพย์ นับวันคืนในมนุษย์ได้ ๑๑๘ โกฏิกับ ๖๐๐ ปี จึงเป็นวันหนึ่งคืนหนึ่งในชั้นนั้น มีท้าวสวัตมารเทวบุตร เป็นใหญ่กว่าเทวดาทั้งปวง


ถามว่า           เทพยดามีแต่ ๖ ชั้นเท่านั้นหรือ                 

แก้ว่า            เทพยดายังมีมากแต่ที่นับเป็นชั้นๆมี ๖ ชั้นเท่านั้น

ถามว่า           มากมีอยู่ที่ไหนเล่า

แก้ว่า            ภุมมะ เทพยดาอยู่ในพื้นปฐพีคงคา เทพยดาอยู่ในมหาสมุทรน้อยใหญ่และแม่น้ำ อยู่ในโรงศาล ต้นไม้ ภูเขา และ อากาศ เป็นต้น

บัดนี้จะว่าด้วยอายุพรหม ๑๖ ชั้น ที่๑ พรหมปาริสัชชา กัปหนึ่งแบ่งออ ๓ ส่วน ส่วนที่๑ เป็นอายุของพรหมที่๑  ที่๒ พรหมปุโรหิตา อายุกึ่งกัป ที่๓ มหาพรหมา อายุกึ่งกัป   ทั้ง ๓ ชั้นนี้อยู่สูงได้ ๑ ล้าน ๘ แสน ๓ หมื่น ๖ พันโยชน์

ในปฐมฌานที่๔ ปริตตาภาพรหม อายุ ๒ กัป   ที่๕ อัปปมาณาภาพรหม อายุ ๔ กัป   ที่ ๖ อาภัสราพรหม อายุ ๘ กัป

ในทุติฌานที่ ๗ ปริตตสุภาพรหม อายุ ๑๖ กัป  ที่ ๘ อัปปมาณสุภาพรหม อายุ ๓๒ กัป  ที่ ๙ สุภกิณหาพรหม อายุยืน ๖๔ กัป ทั้ง ๓ ชั้นสูง ๒ ล้าน ๕ แสน ๒ หมื่น ๖ พันกับ ๑ ร้อยโยชน์

ในตติฌานที่ ๑๐ เวหัปผลา อายุ ๕๐๐ กัป   ที่ ๑๑ อสัญญีพรหม ไม่มีจิตวิญญาน อายุ ๕๐๐ กัป อยู่พื้นเดียวกับเวหัปผลา  ที่ ๑๒ อวิหาพรหม อายุพันกัป  ที่ ๑๓ อตัปปาพรหม อายุ ๒ พันกัป  ที่ ๑๔ สุทัสสาพรหม อายุ ๔ พันกัป  ที่ ๑๕ สุทัสสีพรหม อายุ ๘ พันกัป  ที่ ๑๖ อกนิฏฐาพรหม อายุ ๑๖ พันกัป  สูงได้ ๘ ล้าน ๖ แสน ๔ หมื่น ๓ พันกับ ๒ ร้อยโยชน์  พรหมทั้ง ๗ ชั้นนี้สำเร็จในจตุตถฌาน ถ้าทิ้งก้อนหินลงมา ๓ เดือน ๘ วัน กับ ๒๐ นาทีจึงถึงพื้นดิน


ในอรูปพรหม ๔ ชั้น พรหมที่ ๑ มีอายุยืน ๒ หมื่นมหากัป  พรหมที่ ๒ มีอายุยืน ๕ หมื่นมหากัป   พรหมที่ ๓ มีอายุยืน ๖ หมื่นมหากัป  พรหมที่ ๔ มีอายุยืน ๘ หมื่น ๔ พันมหากัป 

นับ ๖๔ กัปจึงเป็นมหากัปที่๑


ถามว่า           สัตว์ที่ไปเกิดพรหมโลกนั้น ไปด้วยอะไร

แก้ว่า            ไปด้วยฌาน

ถามว่า           ฌานมีกี่อย่าง

แก้ว่า            มี ๒ อย่างคือ อารัมณูปนิฌาน ได้แก่ฌานโลกีย์ของฤาษีมุนีภายนอกศาสนา๑ ลักขณูปนิฌาน ได้แก่ ฌานพระพุทธเจ้า เรียกว่าฌานโลกอุดร๑

ถามว่า           ฌานทั้งสองมีลักษณะอย่างไร         

แก้ว่า            ฌานโลกีย์มีลักษณะถือเอาซึ่งสีขาว แดง เหลือง และปีติสุขเป็นอารมณ์ข่มกิเลสไว้ให้ระงับในสันดาน เป็นวิกขัมภนะปหาน อาศัยปีติเป็นอภิญญาญานเหาะเหินเดินอากาศได้แต่ไม่ใช่ทางมรรคผลนิพพาน ตัวสมุจเฉทตัดกิเลสให้ขาดได้ เป็นแต่เสวยสุขในปีติฌาน

ครั้นทำลายสังขารแล้ว ไปเกิดในพรหมโลกเป็นที่สุด แล้วให้เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสังสารวัฏเหมือนอย่างพรหมที่ลงมาเกิดต้นภัทรกัปสืบต่อลงมาจนทุกวันนี้

อนึ่งฌานโลกีย์เป็นของเสื่อมเร็ว เหมือนพระเทวทัตได้ฌานสมาบัติเป็นโลกีย์ รู้น้ำจิตของสัตว์แล้วทำปาฏิหารย์ เหาะไปทรมานพระยาอชาตศัตรูให้เลื่อมใสแล้วสั่งสอนให้พระยาอชาตศัตรูฆ่าบิดา ตั้งแต่นั้นมาพระเทวทัตก็เสื่อมจากฌาน

อีกเรื่องหนึ่งว่า ยังมีสามเณรได้ฌานโลกีย์เหาะไปบิณฑบาต ได้เห็นลูกสาวช่างหูกก็ชอบใจ เกิดความรักใคร่ยินดี ฌานโลกีย์ก็เสื่อม เหาะกลับมาไม่ได้

ฌานโลกอุดรนั้นไม่ได้ถือเอาวรรณะ สัณฐาน และปีติสุข เมื่อจิตเป็นเอกัคคตาสมาธิแล้วก็กำหนดพิจารณานามรูปว่า…

นามะรูปัง อนิจจัง ภะยัตเถนะ ว่านามธรรมคือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาน และรูปธรรมมีผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นต้น ไม่เที่ยง มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา

นามะรูปัง ทุกขัง ภะยัตเถนะ นามรูปเป็นทุกข์ด้วยเหตุประกอบไปด้วยภัยและอันตรายต่างๆ

นามะรูปัง อนัตตา อสารัตเถนะ นามและรูปเป็นอนัตตา ด้วยเหตุที่ไม่มีแก่นสาร ไม่ได้อยู่ในอำนาจของใคร

การซึ่งพิจารณาขันธ์ทั้ง ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาน ในทางปัญญานี้เรียกว่า วิปัสสนาญาน เป็นธรรมที่ให้เกิดความเบื่อหน่าย คลายเสียจากความรัก ความโกรธ โลภ หลง เป็นองค์ปัญญาความรู้เท่าสังขาร จึงได้นามชื่อว่า โลกุตรฌาน

โลกุตรฌานมี ๔ คือ…

ปฐมฌาน มีองค์ ๕  วิตกยกจิตขึ้นสู่กรรมฐาน๑  วิจารณ์พิจารณาพระกรรมฐาน๑  ปีติ ความอิ่มกายอิ่มใจ๑  สุขะ ความสุขกายสุขใจ๑  เอกัคคตา จิตตั้งมั่นในพระกรรมฐาน๑

ทุติยฌาน มีองค์ ๓ คือ ปีติ๑  สุข๑  เอกัคคตา๑

จตุตถฌาน มีองค์ ๒ คือ อุเบกขา๑  เอกัคคตา๑

ถามว่า           บุคคลที่เห็นเขาทำการกุศลแล้วมีจิตเลื่อมในอนุโมทนาจะมีผลอย่างไร

แก้ว่า            บุคคลที่มีความยินดีในการกุศลของผู้อื่นแล้วอนุโมทนานั้นจัดเป็นกามาวจรกุศล ให้ผลไปเกิดเป็นเทพยดาในจาตุมหาราช เสวยสมบัติสุขในวิมานเงินมีนางฟ้าแวดล้อมเป็นยศบริวาร มีเครื่องประดับงามโอภาสชัชวาลไปด้วยรัศมี

ถามว่า           โลกฉิบหายด้วยน้ำและลมนั้นเป็นอย่างไร

แก้ว่า            โลกฉิบหายด้วยน้ำและลมนั้นคือแปลกกันบ้าง เหมือนกันบ้าง กับฉิบหายด้วยไฟ ในที่นี้จะว่าแต่ที่แปลกกัน ว่าโลกฉิบหายด้วยน้ำนั้นมีมหาเมฆตั้งขึ้นก่อนจนถึงพระอาทิตย์เกิดขึ้น ๒ ดวง

โสฑรุททกะมหาเมโฆ ครั้งนั้นหาเมฆน้ำกรดบังเกิดขึ้นให้เป็นฝนน้ำกรดตกลงเม็ดเล็กๆก่อนแล้วก็โตขึ้นๆจนท่วมทั้งแสนโกฏิจักรวาล ต้นไม้และแผ่นดิน ภูเขาทั้งหลายก็ฉิบหายแหลกเหลวไปเหมือนก้อนเกลือทิ้งลงในน้ำ ท่วมแต่มนุษย์ขึ้นไปตลอดถึงสุภกิณหกาพรหม เมื่อถึงกำหนดก็แห้งสาบสูญไปเป็นอากาศว่างเปล่าทั้งแสนโกฏิจักรวาล

ครั้นถึงกำหนดจะตั้งขึ้น ก็ตั้งขึ้นดุจแสดงแล้วแต่หลัง กำหนดฝนน้ำกรดตกอยู่ ๑ อสงไขย เป็นอากาศว่างเปล่ามืดอยู่ ๑ อสงไขยกว่าจะตั้งเป็นแผ่นดิน จนมีพระจันทร์ พระอาทิตย์ขึ้นมา ๑ อสงไขย ความเจริญก็เจริญขึ้นเป็นลำดับๆกันเหมือนนัยที่แสดงแล้วนั้น


บัดนี้จะว่าโลกฉิบหายด้วยลม ที่เหมือนกันจะไม่กล่าว จะกล่าวแต่แปลกๆว่ามีมหาเมฆตั้งขึ้นก่อน จนถึงพระอาทิตย์เกิดขึ้น ๒ ดวง

โสวาโตอุทปาทิ บังเกิดลมกรดพัดมา ทีแรกก็พัดเบาๆ นานมาก็พัดแรงขึ้นๆหอบเอาก้อนกรวด ทราย ศิลา ต้นไม้ ภูเขาเล็กใหญ่ ให้ลอยไปบนอากาศฉิบหายวินาศ ไม่ได้ตกลงมา

ยังมีลมกล้าในแผ่นดิน พัดแผ่นดินให้พลิกขึ้นแล้วก็ซัดขึ้นไปบนอากาศ แผ่นดินหนา ๒ แสน ๔ หมื่น โยชน์ ก็แตกกระจะกระจายเป็นท่อนๆ ท่อนละ ๑ โยชน์บ้าง ๒ โยชน์บ้าง แล้วก็ฉิบหายไปบนอากาศตั้งแต่มนุษย์ขึ้นไปถึงพรหม ๙ ชั้น

เมื่อถึงกำหนดแล้วลมก็สาบสูญไปให้เป็นอากาศว่างเปล่ามืดทั่วไปทั้งแสนโกฏิจักรวาล เมื่อจะตั้งขึ้นก็ตั้งขึ้นเป็นลำดับๆกันเหมือนที่แสดงมาแล้วนั้น


อนึ่งกัปใหญ่ตั้งขึ้นแล้วมีกัปน้อยๆอีก ๓ คือ

โรคันตรกัป  ให้สัตว์ทั้งหลายตายด้วยโรคาต่างๆเป็นอันมาก เหตุหนาด้วยโมหะ๑

สัตถันตรกัป  ให้สัตว์ทั้งหลายฆ่าฟันกันตายมาก เหตุหนาด้วยโทสะ๑

ทุพภิกขันตรกัป  ให้สัตว์เกิดข้าวของที่บริโภคเลี้ยงชีวิตแพง เหตุหนาด้วยโลภะ๑


ถามว่า           ในชมพูทวีปนี้ มนุษย์ทั้งหลายภาษาพูดก็ต่างๆกัน จะพูดจา ประพฤติกาย วาจา ความสุจริตก็ผิดๆกัน ร่างกายภาษาอัชฌาสัยก็ผิดกัน ไม่เหมือนทวีปทั้ง ๓ มีอุดรพกาโรเป็นต้น ด้วยเหตุอย่างไร 

แก้ว่า            แต่ต้นภัทธกัป พระยาสมมุติราชแบ่งชมพูทวีป ๑๐๑ ส่วน ให้พระเจ้าหลานไปอยู่คนละส่วนๆ ชนเหล่านั้นนานไปนานมาหากัน ครั้นสิ้นบุญบิดามารดาก็ไม่ได้ไปมาหากัน คนเหล่านั้นอยากจะประพฤติไปอย่างไรก็ประพฤติไปตามชอบใจของตนเป็นพวกๆกัน และคนเหล่านั้นย่อมประกอบไปด้วยโลภะ โทสะ โมหะ มานะทิฐิมากในสันดาน เพราะเหตุนั้นร่างกายสังขาร ประพฤติชั่วและดีจึงไม่เหมือนกัน

คนทั้ง ๓ ทวีปนั้น บุตรของพระยาสมมุติราชไปอยู่องค์ละทวีปๆเป็นพวกเดียวกัน จะประพฤติอะไรก็ประพฤติเสมอกัน เพราะเหตุนั้นทวีปทั้ง ๓ จึงมีความสุขเสมอมา


ถามว่า           โลกตั้งขึ้นแล้ว เมื่อไหร่พระพุทธเจ้าจะลงมาตรัสเล่า

แก้ว่า            นับด้วยอายุสัตว์ ๑ อสงไขย ร้อยปีถอยลงปีหนึ่ง จนอายุสัตว์ ๑๐ ปีแล้วทวีขึ้นไปทีละน้อยๆจนถึงอสงไขยแล้วลดลงมาถึง ๖ หมื่นปีเรียกว่า อัตรากัป

ประมาณแผ่นดินสูงขึ้น ๑ โยชน์ พระพุทธเจ้าชื่อว่า กุกกุสันโธ มาตรัสก่อน สั่งสอนศาสนา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ชี้มรรค มรรคา ทางสวรรค์ ทางนิพพาน พระชนม์ยืนนาน ๔ หมื่นปี มีไม้กัลปพฤกษ์ ๒ ต้น ให้สำเร็จประโยชน์แก่มหาชนทั้งปวง เสด็จดับขันธ์เข้านิพพานแล้ว กำหนดศาสนา ๖ หมื่นปีเท่าอายุ

ครั้นล่วงมาแผ่นดินสูงขึ้น ๑ โยชน์ พระพุทธเจ้าองค์ที่ ๒ ชื่อ พระโกนาคม ได้มาตรัสสั่งสอนสัตว์ด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา ให้สัตว์ทั้งหลายสำเร็จในทางสวรรค์ ทางนิพพาน มีอายุ ๔ หมื่นปี เสด็จเข้าสู่พระนิพพาน กำหนดศาสนา ๔ หมื่นปีเท่าอายุ

ครั้นล่วงมาแผ่นดินสูงขึ้น ๑ โยชน์ พระพุทธเจ้าองค์ที่ ๓ ชื่อพระกัสสป ได้มาตรัสในโลก สั่งสอนด้วยพระสัทธรรม คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ให้สัตว์ทั้งหลายสำเร็จในทางสวรรค์และทางนิพพาน มีอายุ ๒ หมื่นปี เสด็จดับขันธ์เข้าสู่พระนิพพาน กำหนดศาสนา ๒ หมื่นปีเท่าอายุ

ครั้นล่วงมาแผ่นดินสูงขึ้น ๑ โยชน์ พระพุทธเจ้าองค์ที่ ๔ ชื่อว่า พระโคดม ได้มาตรัสในโลก สั่งสอนสัตว์ด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา ให้สัตว์ทั้งหลายสำเร็จทางสวรรค์นิพพาน มีอายุ ๘๐ ปี เสด็จดับขันธ์เข้าสู่พระนิพพาน กำหนดศาสนา ๕ พันปีมากกว่าอายุ


ถามว่า           พระพุทธเจ้าชื่อว่าโคดม ท่านเกิดที่ไหน เป็นชาวอะไร มารดา บิดาชื่ออะไร เกิดปีอะไร เดือนอะไร วันอะไร

แก้ว่า            พระองค์เกิดในมัชฌิมประเทศ ท่ามกลางแผ่นดิน เป็นชาวอริยกะ พูดภาษามคธ เกิดในเมืองกบิลพัสดุ์ เป็นลูกกษัตริย์ บิดาชื่อ ท้าวสิริสุทโธทนะ มารดาชื่อ นางสิริมหามายาเทวี เป็นอัครมเหสีท้าวสิริสุทโธทนะ พระองค์จุติลงมาจากดุสิต ลงสู่พระครรภ์ วันพฤหัสบดี เดือน ๘ ปีระกา อยู่ในครรภ์ ๑๐ เดือน ไปประสูติในป่าลุมพินีวัน ณ ระหว่างเมืองเทวลังกา ปีจอ เดือน ๖ วันพุธ  ประสูติแล้วเดินได้ ๗ ก้าว แผ่นดินไหว พระมารดาคลอดบุตรได้ ๗ วัน ทำลายขันธุ์ไปเกิดในดุสิต

พระองค์เสวยสุขอยู่ในปราสาททั้ง ๓ ชื่อ พระสิตทธัตถะราชกุมาร อายุได้ ๑๖ ปีมีอัครมเหสีชื่อว่า พระนางพิมพา มีพระโอรสชื่อ พระราหุล ได้เสวยสมบัติเป็นกษัตริย์อันประเสริฐ


ถามว่า           ท่านอาศัยเหตุใดจึงออกบรรพชา

แก้ว่า            ท่านอาศัยเทวทูตทั้ง ๔ คือเห็นคนแก่ชรา๑  เห็นคนเจ็บไข้๑  เห็นคนตาย๑  เห็นเพศบรรพชา๑ ท่านเห็นของท่านทั้ง ๔ อย่างดังนี้จึงออกบรรพชา

ถามว่า           เมื่อท่านจะไปนั้น ไปได้อย่างไร

แก้ว่า            ท่านขึ้นสู่หลังม้ากัณฐัศว์ หนีไปในเวลากลางคืนกันนายฉันท์ ข้ามฝั่งแม่น้ำอโนมานที แล้วจีงตัดพระเกศีทรงเพศบรรพชา กระทำความเพียรอยู่ ๖ พรรษาก็ได้สำเร็จพระโพธิญาณในควงไม้โพธิ์ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชลาเป็นองค์พระศาสดาสั่งสอนสัตว์ในทางสวรรค์นิพพาน ด้วยพระธรรมเป็นแก่นสารคือ ศีล สมาธิ ปัญญา


ถามว่า           ท่านได้เป็นพระพุทธเจ้านั้น เป็นด้วยอะไร

แก้ว่า            พระองค์เป็นได้ด้วยกำลังพระปัญญา บารมีแก่กล้า พิจารณาสังขารแล้วก็ค้นหาเหตุหาปัจจัยที่เกิดที่ดับสังขาร ครั้นได้ปัญญาญานแก่กล้ารู้เท่าสังขารแล้วก็เกิดนิพพิทาเบื่อหน่ายในสังขาร จึงถึง วิราคธรรม คือ อริยมรรค และ วิมุตติธรรม คือ อริยผล พ้นจากกิเลส เป็นสมุจเฉทปหาน มีขันธสันดานอันบริสุทธิ์


ถามว่า           พระพุทธเจ้าเกิดก่อน หรือ พระธรรมเกิดก่อน

แก้ว่า            พระพุทธเจ้าเกิด ๒ หน คือเกิดด้วยรูปกาย ได้แก่ขันธ์ ๕ และอายตนธาตอินทรีย์๑  เกิดด้วยนามกาย คือ ศีล สมาธิ ปัญญา มรรคผล๑  แต่เกิดด้วยรูปกายนั้นยังไม่เป็นพระพุทธเจ้า ต่อเกิดด้วยนามกายจึงจะเป็นพระพุทธเจ้า  เพราะเหตุนั้นจึงรู้ว่าพระธรรมเกิดแล้วจึงเป็นพระพุทธเจ้า

ถามว่า           พระพุทธเจ้าเป็นใหญ่ หรือ พระธรรมเป็นใหญ่

แก้ว่า            พระธรรมเป็นใหญ่ด้วยมีพระบาลีว่า สัทธัมโมครุกาตัพโพ แปลว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลายต้องเคารพพระธรรมทั้งสิ้น

ถามว่า           อะไรเรียกว่าธรรม

แก้ว่า            ธรรม มี ๓ คือ …

ปริยัติธรรม ธรรมที่เล่าเรียนได้แก่ พระสูตร พระวินัย พระปรมัตถ์๑

ปฏิบัติธรรม ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา๑

ปฏิเวธธรรม ได้แก่ มรรค ผล นิพพาน๑


ถามว่า           เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่ได้มาตรัสพระธรรมอยู่ที่ไหน

แก้ว่า            พระธรรมก็อยู่ใกล้ๆนี่แหละแต่ไม่รู้จักด้วยอวิชชามันครอบงำทำปัญญาให้ดับไป ไม่รู้จักศีล สมาธิ ปัญญา ขันธุ์๕ อายตนะธาตุ อินทรีย์ และไม่รู้จักบุญบาป เหตุให้เกิดบุญ เหตุให้เกิดบาป และตัวทุกข์ ที่เกิดทุกข์ หนทางดับทุกข์ ไม่เห็นธรรมเหล่านี้เพราะอวิชชา

ถามว่า           ที่เรียกว่าบุญบาป และเหตุแห่งบุญบาปนั้น ได้แก่อะไร

แก้ว่า            บุญนั้นได้แก่ ปสาโท จิตที่เลื่อมใสในคุณพระรัตนตรัยเป็นต้น๑  สังเวโค ได้แก่ความสังเวชสลดใจในสัตว์และสังขาร๑  เตสุจิตรา ความสุจริตทั้ง ๓ กายสุจริต วาจาสุจริต น้ำใจสุจริต เหล่านี้เรียกว่า บุญ

เหตุแห่งบุญนั้น อะโลโภทานังเหตุ ความไม่โลภเป็นเหตุให้บริจาคทานได้๑  อะโทโสสีลวาเหตุ ความไม่โกรธเป็นเหตุให้รักษาศีลได้๑  อะโมเหนภาวนาเหตุ ความไม่หลงเป็นเหตุให้เจริญภาวนาได้๑


บาปนั้นได้แก่ ไม่มีความเลื่อมใส๑  ไม่มีความสังเวช๑  ไม่มีความสุจริตด้วยกาย วาจา ใจ๑

เหตุแห่งบาปได้แก่ ความโลภ๑  ความโกรธ๑  ความหลง๑

กองทุกข์ได้แก่ ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นต้น๑

เหตุที่เกิดกองทุกข์ได้แก่ ตัณหาทั้งสอง มีกามตัณหาเป็นต้น๑

ที่ดับแห่งกองทุกข์ได้แก่ พระนิพพาน๑

หนที่จะทางดับแห่งกองทุกข์ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา๑

ถามว่า           พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้แล้ว เทศนาโปรดใครก่อน

แก้ว่า            ท่านเทศนาพระธัมมจักกัปปวัตนสูตรในเมืองพาราณสีโปรดปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ก่อนแล้วจึงตรัสเทศนาโปรดพระยสกุลบุตรเป็นลำดับ จนถึงโปรดพระยาพิมพิสาร เสด็จอยู่ในเวฬุวนาราม

โปรดพระโมคคัลลาน์ พระสารีบุตรสาวกทั้ง ๒ แล้ว ประชุมอรหันต์ ๑,๒๕๐ องค์ในวันเพ็ญเดือน ๓ แล้วเสด็จไปเมืองกบิลพัสดุ์โปรดพระบิดาและพระญาติวงศาทั้งปวง

ครั้นได้ ๗ พรรษาไปอยู่เมืองสาวัตถี ทำปาฏิหารย์ทรมานเดียรถีย์นิครนถ์ แล้วเสด็จขึ้นไปจำพรรษาดาวดึงส์ ตรัสเทศนาพระสัตตปกรณาภิธรรมเจ็ดพระคัมภีร์ ฉลองคุณพระชนนีมารดาสิ้น ๓ เดือน

ครั้นปวารณาออกพรรษาเสด็จลงจากดาวดึงส์ สู่เมืองสังกัสสะ เปิดโลกและสวรรค์ให้มนุษย์และสัตว์นรกเห็นซึ่งกันและกัน แล้วเที่ยวโปรดสัตว์ในทางสวรรค์ นิพพาน จนพระชนม์ของพระองค์ได้ ๘๐ ปี จึงรับนิมนต์พญามารปลงอายุสังขารวันเพ็ญเดือน ๓

แล้วพาพระสงฆ์ไปยังเมืองกุสินารา ทรงประชวรไปตามมรรคา พาพระสงฆ์ไปยังสาลพฤกษ์วโนทยาน เสด็จดับขันธ์เข้าสู่นิพพานในระหว่างนางรังทั้งคู่ แห่งพระยาสามลราช ในปีมะเส็ง เบญจศกเดือน ๖ วันอังคาร เวลาใกล้รุ่ง

พระสงฆ์กับพระยาสามลราชพร้อมกันทำการมหรสพถวายพระเพลิง เสร็จแล้วเชิญพระธาตุเข้าในพระนคร และครั้งนั้นยังมีกษัตริย์ทั้ง ๗ ยกพลมาขอพระธาตุ ก็แบ่งพระธาตุเป็น ๘ ส่วนแจกกันไป


Photobucket



ครั้งนั้นพระมหากัสสปปรารภสุภัทธภิกษุ ติเตียนพระพุทธศาสนา จึงปรึกษาพระสงฆ์จะยกปฐมสังคายนา พระสงฆ์ทั้งหลายก็พร้อมใจกัน จึงเลือกสรรพระอรหันต์ ๕๐๐ องค์ที่พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาญาน ไปยกปฐมสังคายนา ณ เมืองราชคฤห์ มีพระยาอชาตศัตรูเป็นผู้อุปถัมภ์

พระกัสสปเป็นผู้ถามพระวินัยแก่พระอุบาลี ถามพระสูตรพระปรมัตถ์แก่พระอานนท์ ท่านทั้ง ๒ ก็วิสัชนาพระวินัย ๒ หมื่น ๑ พันพระธรรมขันธ์  พระปรมัตถ์ ๔ หมื่น ๒ พันพระธรรมขันธ์  พระอรหันต์ ๕๐๐ ก็สาธยายขึ้นพร้อมๆกัน ๗ เดือนจึงสำเร็จ

ถามว่า           ท่านยกสังคายนานั้น ยกธรรมอะไรก่อน

แก้ว่า            ท่านยกพระวินัยก่อน ด้วยวินัยเป็นรากแก้วพระศาสนา  ถ้าพระวินัยเสื่อมแล้ว ศาสนาก็เสื่อม

ถามว่า           วินัยได้แก่อะไร

แก้ว่า            ได้แก่ศีลวิรัติ เจตนาเว้นจากบาปทางกาย วาจา ไม่ให้เกิดขึ้นด้วยความสำรวมระวัง

ถามว่า           พระวินัยมีกี่อย่าง

แก้ว่า            มี ๒ อย่างคือ อาคารวินัย๑ ได้แก่ ศีล๕ ศีล๘ กรรมบถ๑๐ เป็นของคฤหัสถ์ชาวบ้านรักษา  อนาคารวินัย๑ ได้แก่ ศีล๑๐ ศีล๒๒๗ ของภิกษุสามเณรรักษา

ถามว่า           เป็นคฤหัสถ์ก็ดี นักบวชก็ดี ไม่รักษาวินัยจะเป็นอย่างไร

แก้ว่า            เป็นคนทุศีลนอกพระศาสนา ไม่เป็นนิสัยทางพระนิพพาน

ถามว่า           พุทธศาสนาแปลว่าอย่างไร

แก้ว่า            พุทธ ความตรัสรู้ มรรค ผล นิพพาน ยกตนให้พ้นจากตัณหา ศาสนาแปลว่าคำสั่งสอน

ถามว่า           ศาสนาจะเสื่อมด้วยเหตุอะไร

แก้ว่า            เสื่อมด้วยสัตว์ทั้งหลายมีราคะ โทสะ โมหะมาก หุ้มห่อสันดานแก่กล้า หาไปด้วยอกุศล ไม่มีหิริ โอตตัปปะ ความสะดุ้งกลัวต่อบาป

ถามว่า           คนจำพวกไหนทำศาสนาเสื่อม

แก้ว่า            คน ๔ จำพวกคือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ไม่มีศรัทธาปฏิบัติ ศาสนาจึงได้เสื่อม

อนึ่งอุบาสก อุบาสิกา ไม่รักษาศีล๕ ศีล๘ ถึงวัน๘ค่ำ ๑๔ค่ำ ๑๕ค่ำ ไม่ไปวัดวา ฟังธรรมเทศนา ไม่ทำพุทธบูชา เป็นต้น ก็ให้เสื่อมศาสนาอย่างหนึ่ง

ถ้าภิกษุบวชแล้ว ไม่เล่าเรียนศึกษาธรรมวินัย ไม่สำรวมรักษากาย วาจา ใจ ตามเพศภิกษุสมณะ ไปเที่ยวดูการละเล่นต่างๆ มีหมากรุก สกา มวยปล้ำ ฟ้อนรำ ขับร้องตามลำพังเหมือนคฤหัสถ์ ไม่ปฏิบัติศีลของตนให้บริสุทธิ์เป็นทางมนุษย์สวรรค์นิพพานได้ ก็เป็นเหตุให้ศาสนาเสื่อม เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า

จตุปะริสา สาสะนาขียันติ บริษัททั้งหลาย๔ มีภิกษุเป็นต้น จะทำศาสนาให้เสื่อม ผู้อื่นไม่ทำให้เสื่อมได้

จตุปะริสา สาสะนา วัฑฒะยิงสุ บริษัททั้งหลาย๔ มีภิกษุเป็นต้น จะทำศาสนาให้รุ่งเรือง ผู้อื่นไม่ทำศาสนาให้รุ่งเรืองเจริญได้ เสื่อม


ถามว่า           คนอย่างไรจึงเรียกว่าอุบาสก อุบาสิกา

แก้ว่า            คนที่ถึงพระไตรสรณคมน์ทั้ง ๓ ประการ ออกอุทานวาจาว่า

เอสาหังภันเต สุจิระปะรินิพพุตัมปิ ตัง ภควันตัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัญจั ภิกขุสังฆัญจะ อุปาสะกัง(หญิงว่าอุปาสิกัง) มัง สังโฆ ธาเรตุ อัชชะตัคเม ปานุ ปะตัง สะระณังคะตัง

แปลว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้านี้ขอถึงซึ่งพระผู้มีพระภาคนั้นที่ปรินิพพานแล้วนาน กับทั้งพระสงฆ์ว่าเป็นที่พึ่งที่ระลึก ขอพระสงฆ์จงกระทำไว้ซึ่งข้าพเจ้า ว่าเป็นอุบาสก อุบาสิกา ตราบเท่าสิ้นชีวิต มีวันนี้เป็นต้น กล่าววาจาแก่พระสงฆ์ดังนี้จึงจะเป็นอุบาสก อุบาสิกา


ถามว่า           ที่จะถึงพระไตรสรณคมน์นั้น จะทำอย่างไร

แก้ว่า            ทำใจให้เลื่อมใสศรัทธา เชื่อลงในคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ว่าประเสริฐกว่ามนุษย์และเทพยดา มาร พรหมทั้งปวง ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา๑

ปัญญา ความรู้คุณของพระองค์ที่ตรัสรู้ซึ่งสัทธรรมอันวิเศษ ตัดกิเลสกับทั้งวาสนาให้ขาดจากพระสันดาน ทรงพระคุณ ๓ ประการคือ พระกรุณาคุณประการ๑ พระปัญญาคุณประการ๑ พระวิสุทธิคุณประการ๑ พร้อมด้วยจิตศรัทธาปัญญาทั้ง๒ ดังนี้จึงชื่อว่า ถึงพระไตรสรณคมน์หนึ่งถึงถึงพระไตรสรณคมน์แล้วให้มีจิตศรัทธาเคารพด้วยองค์ ๓ คือ

กายประณาม เคารพด้วยกาย มีกราบไหว้เป็นต้น๑

วจีประณาม เคารพด้วยวาจา สรรเสริญพระคุณว่า อิติปิโส ภะคะวา เป็นต้น๑

มโนประณาม เคารพด้วยใจ คือน้อมจิตระลึกไปถึงคุณทั้ง ๙ มี อะระหัง เป็นต้น๑


ถามว่า           ไม่มีศรัทธาปัญญา เห็นบิดามารดาเขาไหว้ก็ไหว้ด้วย จะถึงพระไตรสรณคมน์หรือไม่         

แก้ว่า            ไม่ถึงด้วยลักษณะจะถึงพระไตรสรณคมน์ทั้ง ๓ นั้น ต้องอาศัยศรัทธาปัญญา คือเชื่อคุณของพระ เห็นคุณของพระ แล้วจึงนมัสการว่า นะโม ตัสสะ เป็นต้น แล้วจึงปฏิญาณตนว่า

พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถึงซึ่งพระพุทธเจ้า ว่าเป็นที่พึ่ง๑

ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถึงซึ่งพระธรรม ว่าเป็นที่พึ่ง๑

สังฆัง สรณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถึงซึ่งพระสงฆ์ ว่าเป็นที่พึ่ง๑

ทำอย่างนี้จึงได้ชื่อว่า ถึงพระไตรสรณคมน์ ตามแบบของท่านแต่ก่อนทำมา

อนึ่ง คนถึงพระไตรสรณคมน์แล้วไม่ไปอบาย มีอรรถว่า เย เกจิ พุทธัง สรณะ คะตาเส นะ เต คะมิสสันติ อะปายะ ภูมิง แปลว่า บุคคลผู้ใดถึงพระไตรสรณคมน์แล้ว บุคคลผู้นั้นไม่ไปอบายภูมิ


ถามว่า           ถึงพระไตรสรณคมน์แล้วจะรักษาไม่ให้ขาด ไม่ให้เศร้าหมองนั้นอย่างไร

แก้ว่า            พระไตรสรณคมน์จะขาดด้วยเหตุ ๒ อย่างคือ ขาดด้วยทำกาลกิริยาตาย ไม่มีโทษ ให้สำเร็จประโยชน์ไปเกิดในภพหน้า ถ้าไปเกิดพบพระต้องสมาทานใหม่๑

ติตถิยะ ปักกันโต เดิมถึงพระไตรสรณคมน์แล้วละเสียไปสู่เดียรถีย์ กลับติเตียนพระไตรสรณคมน์ พระไตรสรณคมน์ก็ขาด มีโทษด้วย๑

อนึ่ง บุคคลถึงพระไตรสรณคมน์แล้วจะไปเคารพผู้ใด มีเสนาบดีและเทพยดาเป็นต้น ให้เคารพพระรัตนตรัยก่อน ถ้าไปเคารพผู้อื่นก่อน พระไตรสรณคมน์ก็เศร้าหมอง


ถามว่า           เราเดินไปถึงศาลเจ้าและต้นไม้ใหญ่ที่เขานับถือ เราจะไหว้ได้ไหม

แก้ว่า            ไหว้ได้ แต่อย่าไหว้ศาลเจ้าและต้นไม้ ให้ไหว้คุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ก่อน แล้วจึงไหว้คุณเทพยดา ว่าท่านผู้นี้แต่ชาติก่อนมีศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา จึงได้มาเป็นเทพยดาอันศักดิ์สิทธิ์อย่างนี้ พระไตรสรณคมน์ไม่เศร้าหมองด้วยลักษณะเคารพท่านจัดไว้เป็น ๓ อย่าง

วะยะวุฑโฒ เคารพด้วยท่านนั้นมีอายุมากกว่าตน๑

คุณะวุฑโฒ เคารพด้วยท่านนั้นมีศีล สมาธิ ปัญญา๑

ปุญญะวุฑโฒ เคารพด้วยมีบุญ คือขุนนาง เจ้านาย๑

แต่จะเคารพผู้มีบุญนั้น จงคิดถึงธรรม ๕ ประการ คือ ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา เพราะธรรมเหล่านี้จึงให้สัตว์เกิดในตระกูลสูง มีเจ้านายและเทพยดา เป็นต้น

อนึ่ง สรณคมน์มี ๒ คือ โลกิยสรณคมน์ เป็นของปุถุชน ย่อมขาดและเศร้าหมอง๑  โลกุตรสรณคมน์ เป็นของพระอริยเจ้า ไม่ขาดไม่เศร้าหมอง๑ 

บัดนี้จะว่าด้วยศาสนาที่ล่วงไป ครั้นศาสนาล่วงได้ ๑๐๐ ปี ภิกษุพวกวัชชีบุตรทั้งหลายอยู่ในเมืองไพศาลี แสดงวัตถุ ๑๐ ประการนอกจากพุทธบัญญัติคือ

พระพุทธเจ้าบัญญัติว่า ภิกษุสั่งสมเกลือไว้ฉันด้วยอาหารเป็นอาบัติ ภิกษุเหล่านั้นว่าไม่เป็นอาบัติ๑

บัญญัติว่า ภิกษุฉันเพลเวลาบ่ายเป็นอาบัติ เธอว่าไม่เป็นอาบัติ๑

บัญญัติว่า ภิกษุห้ามโภชนะแล้ว ไม่ทำวินัยกรรมก่อนฉันเป็นอาบัติ เธอว่าไม่เป็นอาบัติ๑

บัญญัติว่า สีมาเดียวกัน ทำสังฆกรรม ๒ แห่งเป็นอาบัติ เธอว่าไม่เป็นอาบัติ๑

บัญญัติว่า ภิกษุมีอยู่ควรนำฉันทะ ถ้าไม่นำเป็นอาบัติ เธอว่าไม่เป็นอาบัติ๑

บัญญัติว่า อุปัชฌาย์อาจารย์ทำผิดจากธรรมวินัย ลูกศิษย์ทำผิดเป็นอาบัติ เธอว่าไม่เป็นอาบัติ๑

บัญญัติว่า นมสด ภิกษุห้ามโภชนะแล้ว ไม่ทำวินัยกรรมก่อนฉันเป็นอาบัติ เธอว่าไม่เป็นอาบัติ๑

บัญญัติว่า น้ำสุรา ทีแรกทำมีสีแดงฉันเป็นอาบัติ เธอว่าไม่เป็นอาบัติ๑

บัญญัติว่า ผ้านิสีทนะ มีชายภิกษุบริโภคเป็นอาบัติ เธอว่าไม่เป็นอาบัติ๑

บัญญัติว่า ภิกษุรับเงินทองเก็บไว้และให้ผู้อื่นรับเป็นอาบัติ เธอว่าไม่เป็นอาบัติ๑

ภิกษุพวกวัชชีบุตรกล่าวตู่พุทธศาสนา ๑๐ ประการดังนี้ จึงยกทุติยสังคายนาในเมืองปาฏลีบุตร มีพระยากาลาโศกเป็นผู้อุปถัมภ์ พระเรวัตตะเป็นผู้ถาม พระสัพพกามิเถระเป็นผู้วิสัชชนา พระอรหันต์ ๗๐๐ องค์ก็สาธยายพร้อมกันทั้งพระวินัย พระสูตร พระปรมัตถ์ ถึง ๘ เดือนจึงสำเร็จ

ครั้นศาสนาล่วงไปได้ ๒๑๘ ปี พระยาธรรมาโศกราชในเมืองปาตลีบุตร มีความเลื่อมใสในพระศาสนา ยังลาภสักการะให้บังเกิดแก่พระสงฆ์เป็นอันมาก ครั้งนั้นพวกเดียรถีย์เข้ามาปลอมบวชในพระศาสนา นุ่งห่มผ้าเอาเอง ไม่มีอุปัชฌาย์อาจารย์ แล้วแสดงลัทธิต่างๆที่เป็นธรรมวินัยกดขี่ให้จมไป ที่ไม่เป็นธรรมวินัยยกย่องขึ้น พระสงฆ์ที่มีความบริสุทธิ์สงสัย ไม่ได้ลงอุโบสถสังฆกรรมร่วมเดียรถีย์มานาน ครั้น ดิสสะมหาพรหม จุติลงมาจากพรหมโลก มาบวชในพระศาสนาชื่อว่า พระโมคคัลลีบุตร เป็นพระอรหันต์สัมภิทาญาณ แตกฉานในพระไตรปิฏกทั้ง ๓ ท่านยกพระศาสนาทำตติยสังคายนา ด้วยพระอรหันต์ทั้งหลาย ๑,๐๐๐ องค์ พากันสาธยายพระไตรปิฏกทั้ง ๓ พร้อมกันถึง ๙ เดือนจึงสำเร็จ มีพระยาธรรมาโศกราชเป็นผู้อุปถัมภ์

ครั้นศาสนาล่วงได้ ๒๓๖ ปี พระยาเทวนัมปิยะดิสสะในเมืองลังกาให้อริฏฐะอำมาตย์แต่งสำเภามาขอเชิญพระมหาโพธิในเมืองปาฏลีบุตร กับ นางสังคะมิตตาเถรี ภิกษุณีซึ่งเป็นพระอรหันต์ พระยาธรรมาโศกราชก็อนุญาติให้ อริฏฐะอำมาตย์ก็เชิญพระมหาโพธิ กับ นางสังคะมิตตาเถรีไปยังเมืองลังกา ทำมหกรรมสมโภชพระมหาโพธิและบวชสตรีเป็นนางภิกษุณี แล้วก็ยกย่องพระพุทธศาสนาคือยกจตุตถสังคายนา กับพระมหินท์องค์พระอรหันต์เป็นปุจฉา พระอริฏฐะเป็นผู้วิสัชนากับพระอรหันต์ ๖๑,๐๐๐ องค์ ก็พากันสาธยายพระสูตร พระวินัย พระปรมัตถ์ ขึ้นพร้อมๆกันถึง ๑๐ เดือนจึงสำเร็จ

ครั้นศาสนาล่วงไปได้ ๔๓๓ ปี พระยาวัฏฏะคามินีในเมืองลังกามีศรัทธาสร้างวิหาร ถวายทาน มีไตรจีวรเป็นต้น ลาภผลก็บริบูรณ์ในพระศาสนา ภิกษุทั้งหลายก็พากันทำลายอุลามก ประพฤติเป็นโจรปล้นพระศาสนา ครั้งนั้นมีพระพุทธัตถเถระเป็นประธาน ยกปัญจมสังคายนาร้อยกรองพระธรรมทั้งหลาย ๘๔,๐๐๐พระธรรมขันธ์ ขึ้นสู่ใบลานจารเป็นหนังสือลังกา พระติสสะเถระเป็นผู้วิสัชนิงค์เดียว พระอรหันต์ ๑,๐๐๐ องค์ ก็พากันสาธยายพระบาลี ๑ ปีจึงสำเร็จ

ครั้งนั้นศาสนาในลังกาก็รุ่งเรืองเจริญงอกงามตามธรรมวินัยพุทธศาสนา ครั้นศาสนาล่วงไปได้ ๕๐๐ ปี พระยามิลินท์กับพระนาคเสนได้บังเกิดขึ้น ได้ถามซึ่งปัญหา ๕๐๐ พระนาคเสนก็แก้ไขด้วยกำลังปัญญาให้พระยามิลินท์เลื่อมใสในพระศาสนา มอบสมบัติให้แก่พระราชโอรส ส่วนพระองค์ก็ออกทรงพรตบรรพชาเจริญในทางวิปัสสนาปลงปัญญาลงเห็นอริยสัจก็สำเร็จพระอรหันต์ตัดกิเลสขาด

ครั้นอยู่มาก็เสด็จดับขันธ์เข้าสู่พระนิพพาน พระนาคเสนจึงมาคิดว่าเราจะหล่อรูปพระปฏิมากรไว้ให้เป็นที่ไหว้สักการบูชาในศาสนา

ครั้งนั้นพระอินทราธิราชเจ้าไปนำเอาซึ่งแก้วมรกตมาจากยอดเขาวิบูลย์บรรพตมาถวายแก่พระนาคเสน เวสสุกรรมเทวบุตรก็เนรมิตเป็นช่างทองมาหล่อพระแก้วมรกต แล้วพระนาคเสนก็อธิษฐานให้พระบรมธาตุเข้าไปอยู่ในองค์พระแก้ว

ครั้นสำเร็จแล้ว พระแก้วมรกตก็กระทำปาฏิหารย์ ๗ วันในเมืองปาฏลีบุตร หมู่มนุษย์ก็พากันกระทำสักการบูชาสิ้น ๗ วัน

ครั้นล่วงนานมาเมืองปาฏลีบุตรเกิดข้าศึก พระภิกษุสงฆ์พาพระแก้วมรกตหนีไปเมืองลังกา พระแก้วมรกตก็กระทำปาฏิหารย์อีก ๗ วัน ชาวเมืองลังกาก็พากันกระทำสักการบูชาเป็นอันมาก

ครั้นศาสนาล่วงไปได้ ๕๐๐ ปีเศษ พระพุทธโฆษาจารย์ไปแปลธรรมในเมืองลังกาภาษาสิงหลเป็นคำมคธ ปรากฏมาจนถึงทุกวันนี้

ครั้นล่วงมาพระเจ้ากัมพูชาให้จัดแจงเภตรา ๒ ลำออกไปเมืองลังกาเพื่อจะลอกจารพระไตรปิฏก ส่วนพระเจ้ากัมพูชาขึ้นสู่หลังม้าเหาะปถึงเมืองลังกาก่อนสำเภา เข้าไปหาพระเจ้าลังกาขอลอกจารพระไตรปิฏกและขอพระแก้วมรกตด้วย พระเจ้าลังกาก็ยินดีอนุญาตให้ ครั้นเรือสำเภาไปถึงเมืองลังกา พระเจ้ากัมพูชาก็ลอกจารพระไตรปิฏกเป็นหนังสือขอมตามภาษาของตน ครั้นสำเร็จแล้วก็อาราธนาพระไตรปิฏกและพระแก้วมรกตลงสำเภา แล่นมาก็เกิดพายุ สำเภาทั้งสองก็พลัดกันไป ลำที่บรรทุกพระไตรปิฏกตกไปเมืองกัมพูชา ลำที่บรรทุกพระแก้วมรกตตกไปเมืองมัลลา

ครั้นถึงเมืองมัลลา พระแก้วมรกตก็กระทำปาฏิหารย์อีก ๗ วัน ครั้นศาสนาล่วงมาได้ ๖๘๑ ปี ในเมืองลังกามีลาภสักการะแก่พระสงฆ์มาก พวกเดียรถีย์นิครนถ์คนจนพากันเข้าบวชอาศัยพระพุทธศาสนาจึงเกิดเป็นอลัชชี ไม่มีความละอายต่อบาป ประพฤติหยาบๆตามลัทธิของตน เป็นโจรปล้นพระศาสนา บางพวกเป็นหมอดูฤกษ์ หมอยารักษาไข้เอาปัจจัยเงินทอง บางพวกเป็นพ่อค้าแสวงหาซิ้อถูกขายแพง ประจบประแจงชาวบ้าน บางพวกรับเงินรับทองเก็บไว้แล้วเอาไปซื้อข้าวของ ต่อรองด้วยวาจาตนเอง บางพวกเล่นปี่พาทย์ดนตรี ดีดสีตีเป่า ขับร้องลำพองไปต่างๆ บางพวกเล่นตะกร้อ หมากรุด สกา เลี้ยงนก ชนไก่ กัดปลา บางพวกออกจากวัดเที่ยวเกี้ยวสีกา พูดจาไปทางเมถุนวุ่นวาย ห่อผ่าพาดควายเข้าบ้าน บางพวกก็เล่นมวยปล้ำกระบี่กระบอง บางพวกก็ซ่องเสพสุราเมรัยของเมาฝิ่นกัญชา หุงข้าวปลากินเวลาค่ำ บางพวกก็เล่นการพนันเอาเงินทอง บางพวกก็ก็สั่งสมหอกดาบอาวุธศาสตราปืนยาธนูหน้าไม้ บางพวกก็ฆ่าเป็ด ไก่ เนื้อ ปลา เป็นอาหาร บางพวกก็เลี้ยงช้าง ม้า วัว ควาย ขับขี่เป็นพาหนะผิดเพศสมณศากยบุตร ทำศาสนาให้เสื่อมทรุดเป็นอันมาก

เมื่อพระธาตุจะสูญนั้น พระธาตุในที่ต่างๆมาประชุมในมหาเจดีย์ลังกา แล้วมาประชุมในสุรายตนะเจดีย์ในนาคปทวีป แล้วมาประชุมในโพธิบัลลังก์ทั้งสิ้น กระทำอาการเหมือนพระพุทธรูปเปล่งออกซึ่งรัศมี ๖ ประการ เทพยดาในหมื่นจักรวาลมาประชุมกันกระทำสักการบูชา เตโชธาตุติดขึ้นแต่พระสารริกธาตุ รุ่งโรจน์โชตนาขึ้นไปถึงพรหมโลก ไหม้พระสารริกธาตุให้สูญไปเรียกว่า ธาตุอันตรธาน เทพยดาทั้งหลายก็กระทำสักการบูชาและประทักษิณเวียนขวามาหาซ้าย สิ้นวาระ ๓ รอบโดยเคารพแล้วก็พากันไปสู่วิมานของตน ตนจะได้ซึ่งมรรคผลในที่นี้ก็ไม่มีบาลีให้ปรากฏเลยฯ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น